ผู้ใหญ่ขู่มาตั้งแต่เด็ก! กินเม็ดฝรั่งแล้วเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม?
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
"ฝรั่ง" คือผลไม้ขวัญใจคนลดน้ำหนักและคนรักสุขภาพเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีที่สูงปรี๊ดและใยอาหารที่แน่นเอียด แต่หนึ่งในประเด็นคาใจที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นความกังวลก้นครัวก็คือคำถามที่ว่า "กินเม็ดฝรั่งแล้วเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม?"
กินเม็ดฝรั่งแล้วเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม
คำตอบคือ การกินฝรั่งรวมถึงเม็ดฝรั่ง ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากๆ (น้อยกว่า 0.05%)
ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ เมื่อเรากลืนเม็ดฝรั่งลงไป แม้ว่ากระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจะไม่สามารถย่อยเม็ดฝรั่งที่แข็งๆ ได้ แต่จะถูกขับเคลื่อนไปตามระบบลำไส้ใหญ่ร่วมกับกากอาหารอื่นๆ และถูกขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระตามธรรมชาติโดยไม่แวะเข้าไปในไส้ติ่ง เนื่องจากโครงสร้างของรูเปิดไส้ติ่งมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก และมีกลไกคอยบีบตัวไล่สิ่งแปลกปลอมอยู่ตลอดเวลา
แล้วสาเหตุที่แท้จริงของ "ไส้ติ่งอักเสบ" เกิดจากอะไร
โรคไส้ติ่งอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง ซึ่งสิ่งทึ่เข้าไปอุดตันมากที่สุดเรียกว่า "เศษอุจจาระที่แข็งตัว" หรืออธิบายง่ายๆ คือ เกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรัง จนอุจจาระแห้ง แข็ง เป็นก้อนกรวดเล็กๆ แล้วหลุดเข้าไปอุดคาอยู่ที่รูไส้ติ่ง จนทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต เกิดการบวม อักเสบ และติดเชื้อตามมา
ประโยชน์ของฝรั่ง 1 ลูก
แทนที่จะกลัวเม็ดฝรั่ง รู้ไหมครับว่าการทานฝรั่งเป็นประจำมีประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล
- วิตามินซีสูงกว่าส้ม: ฝรั่ง 1 ลูก มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 3-5 เท่า ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ
- ช่วยควบคุมน้ำหนัก: เป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่มีไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหารระหว่างวันได้ดี
- ปรับสมดุลการขับถ่าย: ใยอาหารในฝรั่งช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดเศษอุจจาระแข็งไปอุดตันไส้ติ่งได้อีกทางหนึ่งด้วย
ทิ้งท้ายแม้ว่าเม็ดฝรั่งจะไม่ทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่สำหรับคนที่มี ระบบย่อยอาหารไม่ดี เคี้ยวไม่ละเอียด หรือผู้สูงอายุ การกลืนเม็ดฝรั่งปริมาณมากๆ เข้าไปในคราวเดียว อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องผูกได้ เนื่องจากร่างกายย่อยไม่ได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
