5 เคล็ดลับปล่อยลูกเล่นเกมอย่างไรให้ปลอดภัย

5 เคล็ดลับปล่อยลูกเล่นเกมอย่างไรให้ปลอดภัย

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านน่าจะเคยอ่านข่าว หรือดราม่าตามเพจคุณหมอต่างๆ ที่ถกเถียงกันถึงเรื่องเกมออนไลน์ที่ทำให้สุขภาพของลูกเสียทั้งกาย และจิตใจ แน่นอนว่าหากเล่นเกมไม่เป็น เล่นไม่ถูกเวลา ย่อมมีปัญหาหลายๆ อย่างตามมาแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าการเล่นเกมจะมีแต่โทษ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ หรือแม้แต่ตัวเด็กเองรู้วิธีการเล่นที่ถูกต้อง นอกจากเกมจะเป็นการผ่อนคลายความเครียดได้ดีแล้ว ยังให้ประโยชน์กับพัฒนาการสมอง และประสาทสัมผัสต่างๆ อีกด้วย

 

 

1. เลือกประเภทของเกมให้เหมาะสม

เกมก็เหมือนรายการทีวี ที่มีการแบ่งเรทอายุที่เหมาะสมอย่างชัดเจน หากเราเลือกเกมที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก ก็เท่ากับว่าหมดปัญหาเรื่องความรุนแรงจากเกมที่ไม่เหมาะสมกับวัยไปได้อย่างง่ายๆ แล้วหนึ่งข้อ หากลูกคุณกำลังเล่นเกมที่มีภาพ หรือเนื้อหารุนแรงมากกว่าอายุอยู่ ลองต่อรองด้วยการให้เล่นเกมอื่นไปก่อน หรืออธิบายให้ลูกเข้าใจว่าเพราะอะไรถึงต้องเล่นเกมตามเรทอายุที่เหมาะสม เพื่อช่วยปูพื้นฐานการเล่นเกมอย่างมีสติ และเข้าใจธรรมชาติของเกมตั้งแต่ต้น

 

2. จัดเวลาเล่นเกมอย่างเหมาะสม

วิธีที่คุณพ่อคุณแม่อาจลองทำได้ คือจัดเวลาการเล่นเกมเอาไว้หลังลูกของคุณทำหน้าที่ในส่วนของเขาสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว นั่นคือ การทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรือทบทวนบทเรียนที่เรียนมาในแต่ละวัน ก่อนจะทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบต่อไป ไม่ว่าจะเล่นเกม อ่านการ์ตูน หรืออะไรก็ตาม นอกจากนี้ต้องจำกัดเวลาเล่นไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมงในแต่ละวัน (เพิ่มหรือลดได้นิดหน่อย แล้วแต่บ้าน) ทุกๆ 30 นาทีให้ลุกึ้นมาผ่อนคลายยืดเส้นยืดสายบ้าง และอย่าเข้านอนดึก ถึงเวลาต้องเข้านอน ก็ต้องนอน มิฉะนั้นวันหน้าจะไม่ให้เล่นอีก ฝึกให้ลูกเป็นคนตรงต่อเวลา และรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง ถ้าเล่นเกมนอกบ้านก็ต้องจำกัดเวลาว่าต้องกลับถึงบ้านกี่โมง ถ้ากลับบ้านเกินเวลาต้องโดนทำโทษไม่ให้เล่นเกมอีก เป็นต้น (วิธีการจำกัดเวลา และการทำโทษ ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้าน ปรับให้เหมาะสม อย่าอ่อน หรือแข็งจนเกินไป ใช้วิธีตกลงกันให้เข้าใจ ไม่ใช่การบังคับ)

 

3. สอดส่องดูแลได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องจ้องจับผิดตลอดเวลา

บางครั้งเนื้อหาในเกมอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเกมต่อสู้ ใช้ความรุนแรง เกมที่ทำให้เราต้องสวมบทบาทเป็นโจร นักแข่งรถ หรืออื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วเกมเหล่านี้มักทำให้ผู้เล่นตื่นเต้น และต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเล่นแล้วจะทำตามเกมไปเสียทุกคน ในเกมมักมีบทสรุปของมันอยู่แล้ว ว่าถ้าทำผิดแล้วพลาด เราจะเจอตำรวจจับ เข้าคุก หรือเราอาจจะเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นๆ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้เพิ่มเติม คือ สอนให้ลูกรู้จักผิดชอบชั่วดีในเรื่องต่างๆ จากข่าวหน้าหนึ่งประจำวัน หรือจากเหตุการณ์จริงจากคนรอบตัว ให้เขามีสติรับรู้ว่าเนื้อหาในเกมเป็นเพียงเหตุการณ์สมมติ เพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่สามารถเลียนแบบพฤติกรรมนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ (ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเนื้อหาในการ์ตูน หรือละคร หนังบางเรื่องเช่นกัน)

 

4. ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง

เมื่อแบ่งเวลาในชีวิตอย่างเหมาะสมแล้ว เวลาการเล่นเกมจะไม่ใช่เวลาที่เขาใช้มากที่สุดใน 1 วันแน่นอน อย่าให้เขาเล่นเกมตั้งแต่เช้ายันเย็นโดยไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น วันว่างๆ อย่างเสาร์อาทิตย์ ชวนเขาไปทำกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้านบ้าง ไม่ว่าจะทานข้าว ไปสวนสนุก เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เล่นดนตรี กีฬา หรือชักชวนเขาอ่านหนังสือวรรณกรรมเด็กสนุกๆ ให้เขามองว่าเกมเป็นงานอดิเรกที่จะเล่นเมื่อไรก็ได้ หยุดเล่นเมื่อไรก็ได้ และนอกจากเกมแล้วยังมีกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดสนุกๆ อีกมากมาย และพาเขาเล่นกับเพื่อนในชีวิตจริงบ้าง จะได้ไม่ติดกับแต่เพื่อนในโลกออนไลน์

 

5. เล่นเกมได้ แต่อย่าให้ชีวิตแย่ลง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กังวลไม่น้อยไปกว่าเรื่องของสุขภาพกาย และสุขภาตจิต คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเรียน ด้วยความคิดที่ว่าเด็กติดเกมจะต้องการเรียนตกแน่ๆ คำตอบคือ ใช่ หากเด็กเล่นเกมไม่เป็น เล่นไม่รู้เวลา รับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกำชับว่าเล่นเกมเพื่อผ่อนคลาย หรือเป็นงานอดิเรกได้ แต่ต้องตั้งใจเรียนด้วย แบ่งเวลามาเล่นเกมได้ ก็ต้องแบ่งเวลามาอ่านหนังสือได้ด้วยเช่นกัน

 

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องเอาจริงเอาจังกับอนาคต เช่น ต้องสอบ ต้องย้ายโรงเรียน ต้องเข้ามหาวิทยาลัย ก็ช่วยเป็นกำลังใจให้เขา สนับสนุนให้เขาได้ทำ ได้เป็นในสิ่งที่เขารักอย่างเต็มที่ ให้เขารู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบอนาคตของตัวเอง แนะนำเขาไปว่าถ้าเล่นเกมในช่วงใกล้สอบ จะมีผลต่ออนาคตของเขาอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชี้ทางว่าอย่าให้เกมทำลายอนาคตของเขา หากทำได้ตามนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกมประเภทไหน ลูกคุณอายุเท่าไร ก็จะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กติดเกมที่ไร้อนาคตแน่นอนค่ะ

เรื่องล่าสุดของหมวด สุขภาพกาย

ดูหมวด สุขภาพกาย ทั้งหมด