
"หัวใจวาย" ตอนอยู่คนเดียวทำยังไง? เปิด 5 สัญญาณเตือน ห้ามมองข้าม โอกาสรอดอยู่ตรงนี้
อยู่คนเดียวแล้วสงสัยหัวใจวาย ต้องทำอย่างไร? รู้ทันสัญญาณเตือน และวิธีเอาตัวรอดเบื้องต้น รอดไม่รอดอยู่ตรงนี้!
อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหงื่อแตก หรือเจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย อาจเป็นสัญญาณฉุกเฉินที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นตอนอยู่บ้านคนเดียว หลายคนอาจตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หรือพยายามใช้วิธีบอกต่อในโซเชียล เช่น ไอแรง ๆ หรือกดจุด ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ควรใช้แทนการเรียกรถพยาบาล
สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อสงสัยว่าอาจเกิดภาวะหัวใจวายหรือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน คือ ต้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจและโอกาสรอดชีวิต
บทความนี้ชวนเช็กสัญญาณเตือนที่ควรรู้ วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อต้องอยู่คนเดียว และแนวทางลดความเสี่ยงหัวใจวายในระยะยาว
หัวใจวายกับหัวใจหยุดเต้น ไม่เหมือนกัน
ก่อนอื่นควรเข้าใจว่า คำว่า “หัวใจวาย” ที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ Heart Attack ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกตัว พูดได้ และมีเวลาเรียกความช่วยเหลือ
แต่หากเป็น “หัวใจหยุดเต้น” หรือ Cardiac Arrest ผู้ป่วยมักหมดสติ ไม่หายใจ หรือหายใจผิดปกติ แบบนี้ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องให้คนรอบข้างโทรเรียกรถพยาบาลและทำ CPR ทันที
ดังนั้น หากยังรู้สึกตัวและสงสัยว่าเป็นหัวใจวาย สิ่งที่ต้องทำคือรีบหยุดกิจกรรม นั่งพัก และโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอดูอาการนาน
5 สัญญาณเตือนหัวใจวาย ที่ไม่ควรมองข้าม
อาการหัวใจวายไม่ได้มีแค่เจ็บหน้าอกแบบรุนแรงเสมอไป บางคนอาจมีอาการไม่ชัด หรือรู้สึกคล้ายอาหารไม่ย่อย เหนื่อยผิดปกติ หรือคลื่นไส้ได้ โดยสัญญาณสำคัญที่ควรระวัง ได้แก่
- แน่น อึดอัด หรือเหมือนมีอะไรกดทับกลางหน้าอก อาจเป็นต่อเนื่องหลายนาที หรือเป็น ๆ หาย ๆ ไม่ใช่แค่เจ็บแปลบสั้น ๆ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกแล้วร้าวไปส่วนอื่น เช่น แขนซ้าย แขนทั้งสองข้าง ไหล่ หลัง คอ กราม หรือท้องส่วนบน
- เหนื่อยล้าอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน รู้สึกหมดแรงผิดปกติ แม้ไม่ได้ออกแรงมาก
- หายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือหน้ามืด โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับอาการแน่นหน้าอก
- คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นลิ้นปี่ หรือรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
ในผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน อาการอาจไม่ตรงไปตรงมาเสมอไป เช่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ หรือปวดหลังมากกว่าเจ็บหน้าอกชัดเจน จึงไม่ควรประมาท
อยู่คนเดียวแล้วมีอาการ ต้องทำอะไรก่อน?
1. หยุดกิจกรรมทันที แล้วนั่งหรือนอนพักในท่าที่ปลอดภัย
หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือสงสัยหัวใจวาย ให้หยุดเดิน หยุดขับรถ หยุดทำงานบ้านทันที แล้วนั่งพิงในท่าที่สบายที่สุด หลีกเลี่ยงการออกแรงเพิ่ม เพราะอาจทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
2. โทร 1669 หรือเบอร์ฉุกเฉินทันที
หากอยู่ในประเทศไทย ให้โทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ หรือโทรเบอร์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ ควรเปิดลำโพงโทรศัพท์ไว้ เพื่อให้คุยกับเจ้าหน้าที่ได้สะดวกหากเริ่มอ่อนแรง
ให้บอกข้อมูลให้ชัดเจน เช่น “สงสัยหัวใจวาย” อาการที่เกิดขึ้น อายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ที่อยู่ปัจจุบัน จุดสังเกต และเบอร์โทรกลับ หากเป็นไปได้ควรปักหมุดตำแหน่งหรือส่งโลเคชันให้คนใกล้ตัวด้วย
3. โทรหาคนใกล้ตัวหรือเพื่อนบ้าน หลังโทรฉุกเฉินแล้ว
หลังจากโทร 1669 แล้ว ควรโทรหาคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเจ้าหน้าที่อาคาร เพื่อให้มีคนมาช่วยเปิดประตู ดูอาการ หรือรอรับทีมแพทย์ฉุกเฉิน แต่ไม่ควรโทรหาคนรู้จักแทนการเรียกรถพยาบาล เพราะอาจทำให้เสียเวลา
4. ปลดล็อกประตู เตรียมทางให้เจ้าหน้าที่เข้าถึง
หากยังพอไหว ให้ปลดล็อกประตูบ้านหรือประตูห้อง วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว และนั่งพักในจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงง่าย หลีกเลี่ยงการอาบน้ำ เดินขึ้นลงบันได หรือเก็บของหลายอย่างจนเหนื่อยเพิ่ม
5. เคี้ยวแอสไพรินได้หรือไม่?
แนวทางในหลายประเทศระบุว่า ผู้ที่สงสัยหัวใจวายอาจได้รับคำแนะนำให้เคี้ยวแอสไพรินระหว่างรอรถพยาบาล เพราะแอสไพรินช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดได้ อย่างไรก็ตาม ควรโทรฉุกเฉินก่อนเสมอ และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือแพทย์
ไม่ควรกินแอสไพรินเองหากมีประวัติแพ้ยาแอสไพริน มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เป็นโรคเลือดออกง่าย ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด หรือแพทย์เคยสั่งห้ามใช้ยาแอสไพริน นอกจากนี้ หากอาการอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองบางชนิด การใช้ยาเองอาจเป็นอันตรายได้
บางคำแนะนำในต่างประเทศใช้ขนาดแอสไพรินสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 300-325 มิลลิกรัม โดยให้เคี้ยวเพื่อให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น แต่ปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับแนวทางการรักษาและข้อห้ามของแต่ละคน จึงควรให้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเป็นผู้แนะนำ
6. หากมียาอมใต้ลิ้นที่แพทย์สั่งไว้ ให้ใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น
ผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายอาจมียาไนโตรกลีเซอรินหรือยาอมใต้ลิ้นที่แพทย์สั่งไว้ หากเคยได้รับคำแนะนำมาก่อน สามารถใช้ตามฉลากหรือคำสั่งแพทย์ได้ แต่ไม่ควรใช้ยาของคนอื่น และไม่ควรกินยาเพิ่มเองโดยไม่รู้ข้อบ่งชี้
7. หายใจช้า ๆ ได้ แต่ไม่ใช่วิธีรักษาหัวใจวาย
การหายใจช้าและลึก เช่น สูดเข้าทางจมูกช้า ๆ แล้วผ่อนออกทางปาก อาจช่วยลดความตื่นตระหนกและทำให้ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้หลอดเลือดหัวใจที่อุดตันเปิดออก จึงใช้ได้เพียงเพื่อประคองอาการระหว่างรอความช่วยเหลือ ไม่ควรทำแทนการโทรฉุกเฉิน
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสงสัยหัวใจวาย
- อย่าขับรถไปโรงพยาบาลเอง เพราะอาการอาจทรุดระหว่างทาง และเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
- อย่ารอดูอาการนาน หากแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือมีอาการเข้าข่าย ควรโทรฉุกเฉินทันที
- อย่ากินอาหารหรือดื่มน้ำมาก ระหว่างรอทีมแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงหากต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน
- อย่าใช้วิธีไอแรง ๆ เพื่อรักษาหัวใจวาย เพราะ “cough CPR” ไม่ใช่วิธีที่แนะนำสำหรับคนทั่วไป และอาจทำให้เสียเวลารักษา
- อย่ากดจุดหรือกดข้อมือแทนการรักษา เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าใช้แก้หัวใจวายเฉียบพลันได้
ทำไมการไอแรง ๆ ถึงไม่ใช่วิธีเอาตัวรอดที่ควรทำ?
หลายคนอาจเคยเห็นข้อความบอกต่อว่า หากหัวใจวายให้ออกแรงไอซ้ำ ๆ เพื่อช่วยตัวเอง แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจระบุว่า วิธีนี้ไม่ใช่วิธีรักษาหัวใจวายที่น่าเชื่อถือสำหรับคนทั่วไป และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียเวลาสำคัญในการโทรเรียกความช่วยเหลือ
ในบางสถานการณ์เฉพาะทางการแพทย์ การไออาจเคยถูกพูดถึงในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางรูปแบบภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ไม่ใช่วิธีสำหรับคนที่อยู่บ้านคนเดียวแล้วสงสัยหัวใจวาย ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยกว่าคือโทรฉุกเฉินทันที นั่งพัก และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
วิธีป้องกันหัวใจวายในระยะยาว
ภาวะหัวใจวายไม่ใช่เรื่องที่ป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะความดันโลหิต ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
- กินอาหารที่ดีต่อหัวใจ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา ถั่ว และลดอาหารหวานจัด เค็มจัด ไขมันอิ่มตัวสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ใหญ่ทั่วไปควรมีกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว รวมอย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ควบคุมน้ำหนัก เพราะน้ำหนักเกินสัมพันธ์กับความดันสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ
- ตรวจสุขภาพตามวัย โดยเฉพาะความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาล และประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ
- นอนหลับให้เพียงพอ และจัดการความเครียด เพราะการพักผ่อนไม่พอและความเครียดเรื้อรังอาจส่งผลต่อหัวใจ
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และไขมันในเลือดสูง ตามคำแนะนำของแพทย์
ใครควรระวังเป็นพิเศษ?
ผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ สูบบุหรี่ เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต น้ำหนักเกิน หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นกลุ่มที่ควรใส่ใจสัญญาณเตือนของร่างกายมากขึ้น
หากเคยมีอาการแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปแขน คอ กราม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน ไม่ควรรอจนเกิดเหตุฉุกเฉิน
สรุป
หากอยู่คนเดียวแล้วมีอาการเข้าข่ายหัวใจวาย สิ่งที่ควรทำทันทีคือ หยุดกิจกรรม นั่งพัก โทร 1669 หรือเบอร์ฉุกเฉิน ปลดล็อกประตู และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากได้รับคำแนะนำให้ใช้แอสไพรินหรือยาประจำตัว จึงค่อยใช้ตามข้อบ่งชี้และข้อควรระวัง
ส่วนวิธีไอแรง ๆ กดข้อมือ หรือกดจุด ไม่ควรถูกใช้แทนการรักษาฉุกเฉิน เพราะหัวใจวายเป็นภาวะที่ต้องถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด ยิ่งได้รับการช่วยเหลือเร็ว โอกาสลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและโอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งมากขึ้น
แหล่งข้อมูล
- American Heart Association: Warning Signs of a Heart Attack
- NHS: Heart attack
- American Heart Association: Aspirin and Heart Disease
- Mayo Clinic: Heart attack first aid
- American Heart Association News: Why cough CPR is not the lifesaver it is made out to be
- CDC: Preventing Heart Disease
- American Heart Association: Life's Essential 8
- สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ: เจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร 1669