ของใช้ชิ้นนี้ในห้องครัว สะสมเชื้อโรคมากกว่าฝาชักโครก แต่หลายบ้านใช้ทุกวัน

ของใช้ชิ้นนี้ในห้องครัว สะสมเชื้อโรคมากกว่าฝาชักโครก แต่หลายบ้านใช้ทุกวัน

ของใช้ชิ้นนี้ในห้องครัว สะสมเชื้อโรคมากกว่าฝาชักโครก แต่หลายบ้านใช้ทุกวัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หากถามว่าจุดไหนในบ้านสกปรกที่สุด หลายคนคงตอบว่า ห้องน้ำ หรือ ฝาชักโครก

แต่ผลการศึกษาหลายชิ้นกลับพบว่า ฟองน้ำล้างจาน อาจเป็นหนึ่งในของใช้ที่มีการสะสมของแบคทีเรียจำนวนมาก เพราะมีทั้งความชื้น เศษอาหาร และคราบไขมัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยแนะนำให้ดูแลฟองน้ำล้างจานอย่างสม่ำเสมอ

ทำไมฟองน้ำล้างจานถึงสะสมเชื้อโรคได้มาก?

แม้ฟองน้ำจะใช้สำหรับ "ทำความสะอาด" แต่ลักษณะของมันกลับเอื้อต่อการสะสมของจุลินทรีย์

1. มีรูพรุนจำนวนมาก

ฟองน้ำมีช่องว่างเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งสามารถกักเก็บเศษอาหารและคราบไขมันเอาไว้ได้

แม้ล้างด้วยน้ำเปล่า เศษอาหารบางส่วนก็อาจยังตกค้างอยู่ภายใน

2. เปียกแทบตลอดเวลา

หลังล้างจาน ฟองน้ำมักยังชื้น และหลายบ้านวางไว้ในอ่างล้างจานหรือภาชนะที่อับอากาศ

ความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้จุลินทรีย์หลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี

3. ใช้ล้างทุกอย่าง

หลายบ้านใช้ฟองน้ำเพียงก้อนเดียวล้าง

  • จาน
  • หม้อ
  • เขียง
  • ภาชนะที่ใส่เนื้อดิบ
  • ซิงก์ล้างจาน

การใช้ร่วมกันแบบนี้เพิ่มโอกาสเกิด การปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) คือการที่จุลินทรีย์จากอาหารดิบปนเปื้อนไปยังภาชนะหรือพื้นผิวอื่น

จริงไหมที่สกปรกกว่าฝาชักโครก?

คำว่า "สกปรกกว่าฝาชักโครก" เป็นการเปรียบเทียบที่มักอ้างอิงจากการศึกษาที่ตรวจพบแบคทีเรียจำนวนมากในฟองน้ำล้างจานบางตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าฟองน้ำทุกก้อนจะสกปรกกว่าฝาชักโครกเสมอไป

ปริมาณจุลินทรีย์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ความถี่ในการใช้งาน
  • วิธีทำความสะอาด
  • การผึ่งให้แห้ง
  • ระยะเวลาที่ใช้งาน

หากดูแลอย่างถูกต้อง ฟองน้ำก็สามารถใช้งานได้อย่างถูกสุขลักษณะ

สัญญาณว่าได้เวลาเปลี่ยนฟองน้ำแล้ว

ควรเปลี่ยนเมื่อพบว่า

  • มีกลิ่นอับ
  • ล้างแล้วกลิ่นยังไม่หาย
  • ฟองน้ำเริ่มเปื่อย
  • มีคราบดำ
  • ขาดหรือยุ่ย
  • ไม่เกิดฟองเหมือนเดิม

ไม่ควรรอจนฟองน้ำขาดก่อนจึงเปลี่ยน

วิธีลดการสะสมของเชื้อโรคในฟองน้ำ

ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

ล้างเศษอาหารออกทุกครั้ง

หลังล้างจาน ควรล้างฟองน้ำด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ รอบ

บีบน้ำออกให้มากที่สุด

ยิ่งฟองน้ำแห้งเร็ว ก็ยิ่งลดความชื้นที่เอื้อต่อการเจริญของจุลินทรีย์

ผึ่งในที่อากาศถ่ายเท

หลีกเลี่ยงการวางฟองน้ำไว้ในภาชนะที่มีน้ำขังหรือมุมอับชื้น

แยกฟองน้ำตามการใช้งาน

ควรใช้คนละก้อนสำหรับ

  • ล้างจาน
  • ล้างเขียงที่สัมผัสเนื้อดิบ
  • เช็ดซิงก์

เพื่อลดการปนเปื้อนข้าม

เปลี่ยนเมื่อเสื่อมสภาพ

แม้ยังใช้งานได้ แต่หากเริ่มมีกลิ่นหรือเปื่อย ก็ควรเปลี่ยนใหม่

ของใช้ในครัวที่ควรดูแลไม่แพ้ฟองน้ำ

นอกจากฟองน้ำล้างจานแล้ว ยังมีของใช้ที่ควรทำความสะอาดเป็นประจำ เช่น

  • ผ้าเช็ดมือในครัว
  • เขียง
  • ซิงก์ล้างจาน
  • ที่คว่ำจาน
  • ที่เปิดกระป๋อง
  • มือจับตู้เย็น

สิ่งของเหล่านี้สัมผัสกับมือและอาหารอยู่เป็นประจำ จึงควรล้างและเช็ดให้แห้งเพื่อลดการสะสมของจุลินทรีย์

สรุป

แม้ ฟองน้ำล้างจาน จะเป็นอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด แต่หากปล่อยให้ชื้น มีเศษอาหารตกค้าง และใช้งานต่อเนื่องโดยไม่ดูแล ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียจำนวนมากได้

อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ว่า "สกปรกกว่าฝาชักโครก" เป็นเพียงการเปรียบเทียบจากผลการศึกษาบางกรณี ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นกับฟองน้ำทุกก้อนเสมอไป

การล้างฟองน้ำหลังใช้งาน บีบน้ำออก ผึ่งให้แห้ง และเปลี่ยนเมื่อเริ่มเสื่อมสภาพ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ห้องครัวสะอาดและลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนในชีวิตประจำวัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล