6 วิธีชาร์จพลังจากความเหี่ยวเฉา เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน

6 วิธีชาร์จพลังจากความเหี่ยวเฉา เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

การอยู่บ้านนานๆ ออกไปไหนก็ยากนั้น ช่างน่าเบื่อ น่ารำคาญ น่าหงุดหงิดเสียจริงๆ หลายคนอาจมองว่าไม่เห็นจำเป็นต้องกักตัวอยู่แต่บ้านขนาดนั้น เที่ยวหาไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ได้นี่ แต่แค่คิดว่าจะต้องใส่แมสก์ตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน ในใจก็บอกบาย แล้วล้มตัวลงที่นอนแล้ว ถึงอย่างนั้น การต้องหาอะไรทำมันจำเป็นเหมือนกันนะ ในสถานการณ์ที่หดหู่เช่นนี้

จริงๆ แล้ว การหากิจกรรมทำในยามที่เราต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้านนานๆ มันก็ไม่ได้ยากมากขนาดนั้น แต่ที่ยากคือเราไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน แล้วจะทำอะไรก่อนดีต่างหาก อย่าเสียเวลาจัดอันดับ อะไรที่เพิ่มความสุข ชาร์จพลังได้ก็ทำเดี๋ยวนั้นเลย มีอะไรให้ทำบ้าง มาดูกัน

  1. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุด

ด้วยพื้นที่ที่จำกัดของบ้านหรือห้อง มันไม่เอื้อให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าใดนัก บางคนที่ Work from Home ยิ่งนั่งติดที่ ไม่ลุกไปไหนเลยทั้งวัน ทั้งในความรู้สึกก็แย่เหมือนถูกกักบริเวณและไร้อิสระ ทำให้ยิ่งเราขยับร่างกายน้อยเท่าไร อารมณ์ก็ยิ่งบูด เพราะปกติแล้วเราเคยชินกับการได้ออกไปไหนมาไหนแบบไร้ขีดจำกัด แต่การที่เอาแต่นอนดูซีรีส์หรือไถไทม์ไลน์โซเชียลมีเดีย มันก็แก้เบื่อได้ชั่วคราวเท่านั้น ลองหากิจกรรมที่ต้องขยับร่างกายให้มากขึ้น ให้เลือดลมได้สูบฉีด รับรองว่าพลังจะกลับมาเลยล่ะ

  1. หาอะไรเพลินๆ ทำให้ลืมเวลา

ลองหากิจกรรมอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า “อะไรเนี่ย หมดวันแล้วเหรอ!” ทำดูสิ มันเป็นการฆ่าเวลาที่ดีมาก ฆ่าเวลาแบบที่เราเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมเหล่านั้น เราจะมุ่งมั่นจดจ่อกับมันแบบสุดๆ โดยที่ไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างเท่าไร เผลอแป๊บๆ เวลาก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งกิจกรรมที่เลือกทำก็ไม่ได้จำเป็นเลยที่ต้องมีสาระความรู้อะไร เอาที่ตัวเองชอบ สบายใจที่จะทำ และรู้สึกเพลิดเพลินก็พอ เช่น จะอ่านการ์ตูน ดูซีรีส์ ต่อจิ๊กซอว์ ต่อเสร็จแกะออกแล้วต่อใหม่ หรือรื้อข้าวของเก่าๆ ออกมาจัด ก็ได้นั่งระลึกความหลังไปในตัวด้วย

  1. ร้องเพลง ฟังเพลงไง ช่วยได้นะ

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าการฟังเพลงน่ะช่วยคลายเครียดได้ เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่ามีความเครียดสะสมจนรับมือยากขึ้นเรื่อยๆ ให้ฟังเพลงเพื่อการบำบัดซะ เลือกเพลงที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายที่สุด หากเป็นเสียงธรรมชาติก็จะดีไม่ใช่น้อย ฟังไปด้วยฝึกหายใจไปด้วย หายใจเข้าช้าๆ นับ 4 วินาที กลั้นไว้ 4 วินาที จากนั้นก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอีก 4 วินาที การกำหนดลมหายใจจะช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เพลิดเพลินจนหลุดจากความเครียดในขณะนั้นได้เลยทีเดียว หรืออาจเลือกเพลงที่มีจังหวะประมาณ 60 ครั้ง/นาที ก็ดีต่อสมองของเราด้วย

  1. พักผ่อนจิตใจให้สงบลงบ้าง

พูดถึงการพักผ่อนจิตใจให้สงบ มโนภาพของหลายคนพุ่งไปที่การนั่งสมาธิแทบทันที แต่จริงๆ แล้ว การพักผ่อนจิตใจหาใช่แค่การนั่งสมาธิกำหนดจิตยุบหนอพองหนอไม่ (แต่ถ้าทำได้ก็ดีกับตัวเอง) มันคือการทำอะไรก็ได้ที่ให้จิตใจตัวเองผ่อนคลาย ได้จดจ่ออยู่นิ่งๆ คลายความกังวล ลดความฟุ้งซ่าน กำจัดความว้าวุ่น และความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานหรือการขาดอิสระที่ต้องอยู่ในสถานที่เดิมๆ ทุกวัน นอกจากจะคลายเครียดชั่วขณะได้แล้ว ยังได้อานิสงส์บางประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยนะ

  1. หาโอกาสให้นิ้วได้ขยับ ขีดๆ เขียนๆ บ้าง

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการจดบันทึกนั่นแหละ เจออะไรที่ประทับใจก็โน้ตเก็บไว้ เจออะไรแล้วชอบ แทนที่จะเก็บไว้ในหัว ก็ทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้ หรือการเขียนบันทึกถึงสิ่งที่เราอยากขอบคุณในชีวิต การที่เราจะเขียนออกสมองต้องครุ่นคิด และตกผลึกจากประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเอง ส่วนนี้จะช่วยให้เราห่างไกลจากความรู้สึกแง่ลบชั่วขณะ มีสติ หดหู่น้อยลง เอาเวลาไปโฟกัสกับเรื่องที่เราสบายใจแทนก็เครียดน้อยลง เพิ่มระดับสารโดปามีนและเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและอารมณ์ดี

  1. หัวเราะ

คนเราจะหัวเราะได้นั้น มันต้องมีความรู้สึกมีความสุขหรือสนุกสนานอยู่ก่อนแล้ว ถึงจะเอาเสียงหัวเราะออกมาได้ ฉะนั้น แค่หัวเราะ เราสามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ไปด้วย ขอแค่ให้มันสนุก ตลก หรือสร้างความรู้สึกในด้านบวกให้เราได้ก็พอ เพราะการหัวเราะไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกดีทางจิตใจ แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ในระยะสั้น เสียงหัวเราะช่วยปลดปล่อยและบรรเทาความตึงเครียดในร่างกาย ส่วนในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้ดีขึ้น รับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ไม่ลำบากมากนัก