แชร์สูตร 3 เมนูทำง่ายที่ "ตับชอบ" วัตถุดิบใกล้ตัว มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3 เมนูทำง่ายที่ตับชอบ วัตถุดิบใกล้ตัว มีประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมสูตรทำกินเองที่บ้าน
กินอะไรดีต่อตับ? เป็นคำถามที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมนอนดึก รับประทานอาหารรสจัด เครียดสะสม หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหารที่รับประทานในแต่ละวันล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวม รวมถึงสุขภาพตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่เผาผลาญสารอาหารและกำจัดสารบางชนิดออกจากร่างกาย
เว็บไซต์ Sohu ของจีนได้แนะนำ 3 เมนูอาหารทำเองที่บ้าน ซึ่งตามแนวคิดการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าช่วยปรับสมดุลร่างกายและบรรเทาภาวะที่เรียกว่า "ตับร้อน" หรือ "ชี่ตับติดขัด" โดยใช้วัตถุดิบทั่วไปอย่างกุยช่าย ไข่ไก่ ขึ้นฉ่าย เต้าหู้ และฟักทอง อย่างไรก็ตาม คำอธิบายเหล่านี้เป็นแนวคิดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคตับตามการแพทย์สมัยใหม่
หากพิจารณาด้านโภชนาการ เมนูเหล่านี้มีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารอย่างสมดุลได้ ที่สำคัญยังใช้วัตถุดิบไม่ซับซ้อน ทำง่าย และเหมาะสำหรับนำไปเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหารในครอบครัว
1. ไข่ผัดกุยช่าย เมนูโปรตีนสูง ทำง่าย ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่าง
ไข่ผัดกุยช่าย เป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศเอเชีย รวมถึงจีนและไทย โดยนำไข่ไก่มาผัดกับกุยช่ายจนมีกลิ่นหอม ได้รสชาติกลมกล่อมและมีคุณค่าทางอาหาร เหมาะสำหรับเป็นเมนูง่าย ๆ ในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น
วัตถุดิบ
- กุยช่ายสด 1 กำมือ
- ไข่ไก่ 3 ฟอง
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำมันสำหรับผัดในปริมาณพอเหมาะ
วิธีทำไข่ผัดกุยช่าย
- นำกุยช่ายมาตัดส่วนใบที่เหี่ยวหรือเสียออก ล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำ แล้วหั่นเป็นท่อนสั้นพอดีคำ
- ตอกไข่ไก่ใส่ชาม เติมเกลือเล็กน้อย แล้วตีให้เข้ากัน
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน เทไข่ลงไปผัดจนสุกนุ่ม จากนั้นตักพักไว้
- เติมน้ำมันในกระทะอีกเล็กน้อย ใส่กุยช่ายลงผัดด้วยไฟค่อนข้างแรงประมาณ 1 นาที หรือจนเริ่มสุกและมีกลิ่นหอม
- นำไข่ที่ผัดไว้กลับลงกระทะ ปรุงรสตามชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปิดไฟ พร้อมเสิร์ฟ
ประโยชน์ทางโภชนาการของไข่ผัดกุยช่าย
ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน กุยช่ายจัดเป็นผักที่มีฤทธิ์อุ่น และมีการใช้ในตำรับอาหารเพื่อปรับสมดุลร่างกาย โดยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และบรรเทาความรู้สึกอึดอัด อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าการรับประทานกุยช่ายสามารถลดการอักเสบของตับหรือรักษาความผิดปกติของตับได้
ในด้านโภชนาการ ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์และกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ขณะที่กุยช่ายให้ใยอาหาร วิตามิน และสารประกอบจากพืช การรับประทานทั้งสองอย่างร่วมกันจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารในมื้ออาหารได้
หากต้องการให้เมนูนี้เหมาะกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ควรใช้น้ำมันในปริมาณพอเหมาะ และไม่ปรุงรสเค็มจัด โดยสามารถรับประทานร่วมกับข้าวและผักชนิดอื่นเพื่อให้มื้ออาหารมีความสมดุลยิ่งขึ้น
2. ขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง เพิ่มผักและโปรตีนจากพืชในมื้อเดียว
ขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง เป็นเมนูที่พบได้ในอาหารจีน โดยนำขึ้นฉ่ายซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวมาผัดกับเต้าหู้แห้งที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและรสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มผักและโปรตีนจากพืชในมื้ออาหาร โดยไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก
วัตถุดิบ
- ขึ้นฉ่าย 1 กำ
- เต้าหู้แห้ง 4 ชิ้น
- กระเทียมสับเล็กน้อย
- ซีอิ๊วขาวตามชอบ
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำมันสำหรับผัดในปริมาณพอเหมาะ
วิธีทำขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง
- นำขึ้นฉ่ายมาล้างให้สะอาด ตัดส่วนที่แข็งหรือใบแก่ทิ้ง แล้วหั่นเป็นท่อนพอดีคำ
- หั่นเต้าหู้แห้งเป็นเส้นหรือชิ้นขนาดพอเหมาะ
- ต้มน้ำให้เดือด ใส่ขึ้นฉ่ายลงลวกประมาณ 30 วินาที แล้วตักขึ้นสะเด็ดน้ำ
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับลงผัดด้วยไฟอ่อนจนมีกลิ่นหอม
- ใส่เต้าหู้แห้งลงผัดประมาณ 1 นาที จากนั้นใส่ขึ้นฉ่ายลงไปผัดต่อด้วยไฟค่อนข้างแรงประมาณ 2 นาที
- ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือเล็กน้อย ผัดให้เข้ากันแล้วปิดไฟ
ประโยชน์ทางโภชนาการของขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง
ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน ขึ้นฉ่ายถูกนำมาใช้ในอาหารเพื่อช่วยปรับสมดุลความร้อนภายในร่างกาย และบรรเทาอาการที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับภาวะตับร้อน แต่การใช้ขึ้นฉ่ายเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวเป็นความเชื่อตามศาสตร์ดั้งเดิม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการรับประทานขึ้นฉ่ายสามารถลดความร้อนในตับหรือรักษาโรคตับได้จริง
ในด้านโภชนาการ ขึ้นฉ่ายมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก และให้ใยอาหาร วิตามิน รวมถึงสารพฤกษเคมีบางชนิด ส่วนเต้าหู้แห้งเป็นแหล่งโปรตีนจากถั่วเหลือง ซึ่งสามารถใช้เป็นทางเลือกแทนเนื้อสัตว์ในบางมื้อได้ นอกจากนี้ เต้าหู้บางชนิดยังให้แคลเซียมด้วย ทั้งนี้ ปริมาณสารอาหารจะแตกต่างกันตามวิธีผลิต
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ควรเลือกเต้าหู้แห้งที่ไม่ปรุงรสเค็มจัด และใช้ซีอิ๊วขาวในปริมาณพอเหมาะ เพราะผลิตภัณฑ์เต้าหู้แปรรูปและเครื่องปรุงรสบางชนิดอาจมีโซเดียมค่อนข้างสูง
3. บัวลอยฟักทอง เมนูของหวานเนื้อนุ่ม ได้สารอาหารจากฟักทอง
บัวลอยฟักทอง เป็นเมนูของหวานที่ทำได้ไม่ยาก โดยใช้ฟักทองนึ่งผสมกับแป้งข้าวเหนียวจนได้เนื้อแป้งนุ่ม จากนั้นปั้นเป็นลูกกลมแล้วนำไปต้มจนสุก สูตรนี้สามารถทำเป็นบัวลอยฟักทองแบบไม่ใส่กะทิ และปรับความหวานได้ตามต้องการ
วัตถุดิบ
- ฟักทองแก่ 200 กรัม
- แป้งข้าวเหนียว 150 กรัม
- น้ำสะอาดสำหรับต้ม
- น้ำตาลเล็กน้อย หากต้องการเพิ่มรสหวาน
วิธีทำบัวลอยฟักทอง
- ปอกเปลือกฟักทอง นำเมล็ดและไส้ออก แล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดพอเหมาะ
- นำฟักทองไปนึ่งประมาณ 15 นาที หรือจนสุกนุ่ม
- บดฟักทองขณะยังอุ่นให้ละเอียด หากต้องการรสหวานสามารถเติมน้ำตาลเล็กน้อยได้
- ค่อย ๆ เติมแป้งข้าวเหนียวลงไปนวดกับฟักทองจนได้เนื้อแป้งเนียนนุ่ม ไม่ติดมือ โดยปรับปริมาณแป้งตามความชื้นของฟักทอง
- แบ่งแป้งเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปั้นเป็นลูกกลมขนาดใกล้เคียงกัน
- ต้มน้ำให้เดือด ใส่บัวลอยฟักทองลงไปต้มจนแป้งสุกและลอยขึ้นมา จากนั้นต้มต่อเล็กน้อยให้สุกทั่วถึง ก่อนตักขึ้นเสิร์ฟ
ประโยชน์ทางโภชนาการของบัวลอยฟักทอง
ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน ฟักทองเป็นอาหารที่มีฤทธิ์อุ่น และถูกนำมาใช้ในอาหารเพื่อบำรุงระบบย่อยอาหารและปรับสมดุลร่างกาย โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องม้าม กระเพาะอาหาร และการไหลเวียนของชี่ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันว่าฟักทองช่วยล้างพิษตับหรือรักษาโรคตับได้ตามหลักการแพทย์สมัยใหม่
ในด้านโภชนาการ ฟักทองเป็นแหล่งของเบตาแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ตามความต้องการ และยังมีใยอาหารรวมถึงวิตามินบางชนิด ส่วนแป้งข้าวเหนียวให้คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก จึงทำให้เมนูนี้เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถรับประทานเป็นของว่างหรือของหวานได้
อย่างไรก็ตาม บัวลอยฟักทองยังเป็นอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก จึงควรรับประทานในปริมาณเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลมาก เพราะฟักทองมีรสหวานตามธรรมชาติอยู่แล้ว
อาหารทั้ง 3 เมนูช่วยล้างพิษตับได้จริงหรือ?
แม้เมนูไข่ผัดกุยช่าย ขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง และบัวลอยฟักทอง จะถูกกล่าวถึงในแนวคิดแพทย์แผนจีนว่าเป็นอาหารที่ช่วยปรับสมดุลร่างกาย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าการรับประทานเมนูเหล่านี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง สามารถล้างพิษตับ ลดการอักเสบของตับ หรือฟื้นฟูตับที่เสียหายได้โดยตรง
ข้อมูลจาก British Liver Trust ระบุว่า ร่างกายมีระบบกำจัดของเสียตามธรรมชาติอยู่แล้ว โดยตับเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่จัดการสารต่าง ๆ ก่อนขับออกจากร่างกาย จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าสามารถล้างพิษตับโดยเฉพาะ และไม่มีหลักฐานเพียงพอสนับสนุนแนวคิดการล้างพิษตับด้วยอาหารบางชนิด
อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีผัก ผลไม้ โปรตีนคุณภาพดี และธัญพืชไม่ขัดสี สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพตับได้ โดยควรเลือกวิธีปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน น้ำตาล หรือโซเดียมมากเกินไป
วิธีดูแลตับให้แข็งแรง นอกจากเลือกกินอาหาร
สถาบันโรคเบาหวาน ระบบทางเดินอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIDDK) แนะนำว่า การดูแลสุขภาพตับควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวและสุขภาพระบบเผาผลาญ
- รับประทานอาหารให้สมดุล เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีใยอาหาร พร้อมลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือมีความเสี่ยงต่อไขมันพอกตับ
- หลีกเลี่ยงหรือจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์สามารถทำให้เซลล์ตับเสียหาย และผู้ที่มีโรคตับบางประเภทจำเป็นต้องงดแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและส่งเสริมสุขภาพระบบเผาผลาญ
- นอนหลับให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพโดยรวม ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อ้างว่าล้างพิษตับโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
- ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน หรือมีประวัติโรคตับในครอบครัว
หากมีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลียมากอย่างต่อเนื่อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรือปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ไม่ควรพยายามรักษาด้วยอาหารหรือสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
สรุป 3 เมนูทำง่าย กินได้หลากหลาย เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพตับ
ไข่ผัดกุยช่าย ขึ้นฉ่ายผัดเต้าหู้แห้ง และบัวลอยฟักทอง เป็น 3 เมนูที่สามารถทำรับประทานเองที่บ้านได้ง่าย โดยมีสารอาหารที่แตกต่างกัน ทั้งโปรตีนจากไข่และถั่วเหลือง ใยอาหารจากผัก รวมถึงเบตาแคโรทีนจากฟักทอง ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร
แม้ตามความเชื่อแพทย์แผนจีนจะมีการนำอาหารเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับการบำรุงตับและปรับสมดุลร่างกาย แต่ในทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นอาหารล้างพิษหรือรักษาโรคตับได้โดยตรง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเลือกรับประทานอาหารอย่างสมดุล ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำร้ายตับในระยะยาว
- เด็ก 6 ขวบหมดสติหลังกิน "ไข่คนมะเขือเทศ" ที่ยายทำให้ แพทย์ชี้อันตรายใกล้ตัวมาก
- ด.ช. 9 ขวบ มีนิ่วในท้อง 56 ก้อน หมอเผยต้นเหตุทำแม่ทรุด ที่แท้คือสิ่งที่ให้ลูกกินทุกวัน

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




