วิธีตากผ้าในวันที่ฝนตกให้ไม่เหม็นอับ รวมเทคนิคช่วยให้ผ้าแห้งไว แม้ไม่มีแดด

วิธีตากผ้าในวันที่ฝนตกให้ไม่เหม็นอับ รวมเทคนิคช่วยให้ผ้าแห้งไว แม้ไม่มีแดด

วิธีตากผ้าในวันที่ฝนตกให้ไม่เหม็นอับ รวมเทคนิคช่วยให้ผ้าแห้งไว แม้ไม่มีแดด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ช่วงหน้าฝนทีไร ปัญหาที่หลายบ้านต้องเจอคือซักผ้าแล้วตากไม่แห้งสักที แถมบางครั้งยังมีกลิ่นอับติดเสื้อผ้า แม้จะใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มแล้วก็ตาม ใครกำลังเจอปัญหานี้ Sanook มีวิธีตากผ้าในวันที่ฝนตกให้แห้งไว ลดกลิ่นอับ มาฝากกัน รับรองว่าทำตามได้ไม่ยาก

1. ปั่นผ้าให้หมาดที่สุดก่อนนำไปตาก

ถ้ารู้ว่าต้องตากผ้าในวันที่ไม่มีแดด ควรเริ่มจากการปั่นหมาดให้ดี เพราะยิ่งมีน้ำเหลืออยู่ในเนื้อผ้ามากเท่าไร ก็ยิ่งใช้เวลาตากนานขึ้นเท่านั้น หากเครื่องซักผ้ามีโปรแกรมปั่นหมาดเพิ่มเติม สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับชนิดของผ้าได้

แต่ถ้าเป็นผ้าที่บอบบาง ควรตรวจสอบป้ายดูแลรักษาเสื้อผ้าก่อน เพื่อป้องกันเนื้อผ้าเสียหาย

2. เว้นระยะห่างระหว่างเสื้อผ้า อย่าตากชิดกันเกินไป

หลายคนมักแขวนเสื้อผ้าเรียงกันแน่น ๆ เพราะต้องการประหยัดพื้นที่ แต่การตากผ้าชิดกันเกินไปทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ผ้าจึงแห้งช้าและเกิดกลิ่นอับได้ง่าย

วิธีง่าย ๆ คือเว้นช่องว่างระหว่างเสื้อผ้าให้มีอากาศไหลผ่านได้สะดวก หากมีผ้าชิ้นใหญ่ เช่น กางเกงยีนส์ ผ้าขนหนู หรือผ้าปูที่นอน ควรแยกตากเพื่อไม่ให้บังลมและขวางการระบายอากาศ

3. ใช้พัดลมช่วยเป่าให้ผ้าแห้งเร็วขึ้น

ในวันที่ฝนตกและไม่มีแดด พัดลมเป็นตัวช่วยที่หาได้ง่าย เพียงตั้งพัดลมให้ลมพัดผ่านราวตากผ้าอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยให้น้ำระเหยออกจากเนื้อผ้าได้เร็วขึ้น

ควรจัดวางผ้าให้มีช่องว่างระหว่างกัน และเปิดทางให้อากาศถ่ายเทด้วย หากห้องมีความชื้นสูงมาก อาจใช้เครื่องลดความชื้นร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง

4. เลือกจุดตากผ้าที่อากาศถ่ายเท ไม่ใช่แค่มีหลังคา

แม้จะตากผ้าในบ้านหรือใต้หลังคา แต่ถ้าบริเวณนั้นอับลมและมีความชื้นสูง ผ้าก็อาจแห้งช้าได้เช่นกัน

ควรเลือกจุดที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีพื้นที่ให้ลมผ่าน และหลีกเลี่ยงการตากผ้าในห้องน้ำหรือมุมอับที่มีความชื้นสะสม หากจำเป็นต้องตากในห้อง ควรเปิดพัดลมหรือใช้เครื่องลดความชื้นช่วย

5. ใช้น้ำส้มสายชูช่วยลดกลิ่นอับ แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

อีกหนึ่งเทคนิคที่หลายบ้านนิยมใช้คือการใช้น้ำส้มสายชูช่วยจัดการกลิ่นอับบนเสื้อผ้า เพราะน้ำส้มสายชูอาจช่วยลดกลิ่นและคราบตกค้างบางชนิดได้ โดยกรมอนามัยเคยแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูแช่ผ้าที่มีกลิ่นอับก่อนนำไปซักตามปกติ

สำหรับคนที่ชอบใส่น้ำส้มสายชูพร้อมน้ำยาปรับผ้านุ่ม แนะนำให้ระวังเรื่องการใช้ร่วมกัน เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีส่วนผสมต่างกัน และการเติมน้ำส้มสายชูลงในเครื่องซักผ้าโดยตรงอาจไม่เหมาะกับเครื่องบางรุ่น ควรตรวจสอบคำแนะนำจากผู้ผลิตเครื่องซักผ้าและผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน

หากต้องการจัดการกลิ่นอับ ควรเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งให้เหมาะสม เช่น แช่ผ้าด้วยน้ำส้มสายชูตามคำแนะนำของแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ แล้วซักตามปกติ โดยต้องตรวจสอบป้ายดูแลรักษาผ้าก่อนทุกครั้ง

ข้อควรระวัง: ห้ามผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำยาฟอกขาวที่มีคลอรีน เพราะอาจเกิดก๊าซอันตรายได้ และไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูแทนการซักผ้าด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าตามปกติ

6. อย่ารีบเก็บผ้าเข้าตู้ ถ้ายังแห้งไม่สนิท

แม้เสื้อผ้าจะดูแห้งจากภายนอก แต่บางส่วน เช่น ตะเข็บเสื้อ ขอบเอว หรือผ้าหนา ๆ อาจยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่ หากนำไปพับเก็บในตู้ทันที ก็มีโอกาสเกิดกลิ่นอับตามมาได้

ก่อนเก็บผ้าควรตรวจดูให้แน่ใจว่าแห้งสนิทแล้ว หากยังชื้นให้แขวนผึ่งต่อ โดยเฉพาะผ้าขนหนู กางเกงยีนส์ และเสื้อผ้าหนา ๆ ที่ใช้เวลาตากนานกว่าปกติ

7. ถ้าผ้ามีกลิ่นอับแล้ว ควรซักใหม่ ไม่ใช่ฉีดน้ำหอมกลบ

หากตากผ้าจนแห้งแล้วแต่ยังมีกลิ่นอับติดอยู่ การฉีดน้ำหอมหรือเพิ่มน้ำยาปรับผ้านุ่มอาจช่วยกลบกลิ่นได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ทางที่ดีควรนำผ้ากลับมาซักใหม่ตามวิธีที่เหมาะกับชนิดของผ้า แล้วปั่นหมาดให้ดี ก่อนนำไปตากในบริเวณที่มีลมผ่านหรือใช้พัดลมช่วย หากผ้ามีกลิ่นอับรุนแรงหรือมีร่องรอยเชื้อรา ควรทำความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนำกลับมาใช้งาน 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล