วิธีเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น ทำได้จริงไหม? รวมวิธีที่ปลอดภัยแบบธรรมชาติ

วิธีเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น ทำได้จริงไหม? รวมวิธีที่ปลอดภัยแบบธรรมชาติ

วิธีเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น ทำได้จริงไหม? รวมวิธีที่ปลอดภัยแบบธรรมชาติ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิธีเร่งประจำเดือนให้มาเร็วขึ้น ทำได้จริงไหม? รวมวิธีที่ปลอดภัย พร้อมข้อควรระวัง

วิธีเร่งประจำเดือน เป็นคำค้นหาที่ได้รับความสนใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนมาช้า รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมีเหตุจำเป็นที่อยากให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือควรเข้าใจก่อนว่า "ประจำเดือนมาช้า" อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และไม่ใช่ทุกวิธีที่มีการบอกต่อกันจะได้ผลจริง

บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของประจำเดือนมาช้า วิธีดูแลตัวเองที่ปลอดภัย และกรณีที่ควรรีบพบแพทย์

ประจำเดือนมาช้า เกิดจากอะไร?ประจำเดือนมาช้า เกิดจากอะไร?

ประจำเดือนมาช้า เกิดจากอะไร?

โดยปกติ รอบเดือนของผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณ 21-35 วัน หากประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หรือขาดหายไปหลายเดือน อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ความเครียดสะสม

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ออกกำลังกายหนักเกินไป

  • ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)

  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน

  • การใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมน

  • ตั้งครรภ์

  • เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

หากประจำเดือนไม่มาติดต่อกันเกิน 3 เดือน หรือไม่เคยมีประจำเดือนเมื่ออายุเกิน 15 ปี ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์

วิธีเร่งประจำเดือนแบบธรรมชาติ วิธีเร่งประจำเดือนแบบธรรมชาติ

วิธีเร่งประจำเดือนแบบธรรมชาติ ปลอดภัยที่สุด

แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถ "เร่งประจำเดือน" ได้อย่างแน่นอน แต่การปรับพฤติกรรมบางอย่างอาจช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สมดุล และทำให้รอบเดือนเป็นปกติได้

1. ลดความเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประจำเดือนมาช้า เพราะฮอร์โมนความเครียดจะส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศ

วิธีช่วยลดความเครียด ได้แก่

  • นอนหลับให้เพียงพอ

  • ฝึกสมาธิ

  • เล่นโยคะ

  • ออกกำลังกายเบา ๆ

  • ทำกิจกรรมที่ชอบ

2. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

น้ำหนักตัวที่ต่ำหรือสูงเกินไป ส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมรอบเดือน

ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักแบบหักโหม และไม่ปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป

3. ออกกำลังกายอย่างพอดี

การออกกำลังกายช่วยให้ระบบฮอร์โมนทำงานดีขึ้น แต่หากออกกำลังกายหนักเกินไป โดยเฉพาะนักกีฬา อาจทำให้ประจำเดือนขาดได้

ควรออกกำลังกายระดับปานกลางประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์

4. อาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อน

ความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มความผ่อนคลาย และอาจช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถเร่งให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้น

5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การรับประทานอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามินบี วิตามินซี และไขมันดี จะช่วยให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนได้อย่างสมดุล

อาหารที่แนะนำ เช่น

  • ส้ม

  • ฝรั่ง

  • กีวี

  • บรอกโคลี

  • ผักใบเขียว

  • ปลา

  • ถั่วต่าง ๆ

  • ธัญพืช

วิตามินซี สับปะรด และพาร์สลีย์ ช่วยเร่งประจำเดือนจริงหรือไม่?

หลายคนเชื่อว่าอาหารบางชนิดช่วยให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้น ได้แก่

วิตามินซี

มีความเชื่อว่าวิตามินซีอาจมีผลต่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันชัดเจน ว่าสามารถเร่งประจำเดือนได้

ไม่ควรรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือเสี่ยงนิ่วในไต

สับปะรด

สับปะรดมีเอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าช่วยเร่งประจำเดือนได้โดยตรง

พาร์สลีย์

แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าช่วยกระตุ้นมดลูก แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังมีจำกัด และไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร หรือผู้ป่วยโรคไต

วิธีเร่งประจำเดือนแบบธรรมชาติ วิธีเร่งประจำเดือนแบบธรรมชาติ

มีเพศสัมพันธ์ช่วยให้ประจำเดือนมาหรือไม่?

บางรายอาจพบว่าประจำเดือนมาหลังมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากการถึงจุดสุดยอดอาจทำให้มดลูกเกิดการหดรัดตัว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นวิธีเร่งประจำเดือนที่ได้ผลกับทุกคน

ใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อเร่งประจำเดือนได้หรือไม่?

แพทย์อาจพิจารณาใช้ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิดในผู้ที่มีปัญหารอบเดือนผิดปกติเรื้อรัง เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อยาคุมหรือยาขับประจำเดือนมารับประทานเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น

  • ลิ่มเลือดอุดตัน

  • ความดันโลหิตสูง

  • โรคหลอดเลือดสมอง

  • ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หากกำลังตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการต่อไปนี้

  • ประจำเดือนไม่มาเกิน 3 เดือน

  • สงสัยว่าตั้งครรภ์

  • เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ

  • รอบเดือนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  • มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

  • ปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมกับประจำเดือนผิดปกติ

แพทย์อาจตรวจหาสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน ภาวะ PCOS โรคต่อมไทรอยด์ หรือโรคทางนรีเวชอื่น ๆ

สรุป

หากต้องการเร่งประจำเดือน วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนวิธีที่มีการบอกต่อกัน เช่น การกินวิตามินซี สับปะรด หรือพาร์สลีย์นั้น ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าสามารถเร่งประจำเดือนได้จริง

หากประจำเดือนขาดนานผิดปกติ หรือมีอาการร่วมที่น่ากังวล ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม แทนการซื้อยาหรืออาหารเสริมมารับประทานเอง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล