ใช้ทุกวันต้องรู้ 4 นิสัยใช้ "กระติกเก็บอุณหภูมิ" ผิดๆ ภัยเงียบทำลายตับ ไต เพาะเชื้อโรค!

เตือน 4 วิธีใช้ “กระติกเก็บอุณหภูมิ” ผิดๆ จากของใช้คู่ใจ อาจกลายเป็นแหล่งเชื้อโรคใกล้ปาก
กระติกเก็บอุณหภูมิหรือขวดน้ำสุญญากาศกลายเป็นของใช้ประจำตัวของคนทุกวัย บางคนใช้ใส่น้ำร้อนไปทำงาน บางคนเติมกาแฟไว้จิบตลอดวัน ขณะที่อีกหลายคนใช้แทนภาชนะใส่นม น้ำผลไม้ หรือซุปร้อน เพราะทั้งสะดวกและช่วยลดการใช้แก้วแบบครั้งเดียวทิ้ง
อย่างไรก็ตาม กระติกที่มีราคาแพงหรือเก็บความร้อนได้หลายชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานแบบใดก็ได้ ความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับวัสดุ ประเภทเครื่องดื่ม อุณหภูมิ ระยะเวลาที่เก็บ และการทำความสะอาด โดยเฉพาะฝา หลอด และซีลยางซึ่งมักเป็นจุดที่คราบสะสมโดยไม่ทันสังเกต
ต่อไปนี้คือ 4 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมไขข้อเท็จจริงว่าเรื่องใดเป็นความเสี่ยงจริง และเรื่องใดเป็นคำเตือนที่ถูกขยายจนเกินหลักฐาน
1. ใส่เครื่องดื่มทุกชนิด โดยไม่อ่านคู่มือของกระติก
กระติกแต่ละรุ่นไม่ได้ออกแบบมาสำหรับของเหลวเหมือนกันทั้งหมด บางรุ่นใช้ได้เฉพาะน้ำเปล่า บางรุ่นรองรับกาแฟและเครื่องดื่มร้อน ส่วนกระติกใส่อาหารจะมีปากกว้างและฝาที่ออกแบบมาเพื่อใส่ซุปหรืออาหารโดยเฉพาะ จึงควรตรวจฉลากและคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนใช้งาน
เครื่องดื่มอัดลมเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะก๊าซสามารถเพิ่มแรงดันภายในภาชนะที่ปิดสนิท เมื่อเปิดฝาอาจมีของเหลวพุ่งหรือฝากระเด็นออกมาได้ โดยเฉพาะเมื่อกระติกถูกเขย่าหรือวางไว้ในที่ร้อน หากผู้ผลิตไม่ได้ระบุว่ารองรับเครื่องดื่มอัดลม ไม่ควรนำมาใส่โดยพลการ
น้ำผลไม้รสเปรี้ยว น้ำมะนาว เครื่องดื่มเกลือแร่ หรือน้ำซุปมีทั้งกรด เกลือ และส่วนผสมที่อาจทิ้งคราบหรือกลิ่นติดอยู่ภายใน การสัมผัสเป็นเวลานานอาจเร่งการกัดกร่อนในกระติกคุณภาพต่ำหรือกระติกที่ผิวด้านในเสียหาย จึงไม่ควรแช่ทิ้งข้ามวัน และต้องล้างทันทีหลังใช้

กระติกสเตนเลสใส่น้ำมะนาวแล้วปล่อยโลหะหนักจริงหรือ?
คำกล่าวว่าเครื่องดื่มเปรี้ยวหรือเค็มจะทำให้กระติกสเตนเลสทุกใบปล่อยตะกั่ว แคดเมียม หรือโลหะหนักจนทำให้ตับและไตวายนั้น เป็นการสรุปเกินหลักฐาน กระติกสเตนเลสเกรดอาหารที่ได้มาตรฐานและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถูกออกแบบมาให้สัมผัสอาหารและเครื่องดื่มตามขอบเขตที่ผู้ผลิตกำหนด
อย่างไรก็ตาม วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน รอยกัดกร่อน ผิวภายในที่หลุดลอก หรือการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุวัสดุและผู้ผลิตชัดเจน ไม่ซื้อกระติกที่มีกลิ่นสารเคมี สีหลุด หรือไม่มีข้อมูลการใช้งานรองรับ
ผู้ที่แพ้นิกเกิลควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์สเตนเลสบางประเภท เนื่องจากสเตนเลสบางเกรดมีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัสดุหรือเคยเกิดอาการแพ้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุส่วนประกอบชัดเจนและปรึกษาแพทย์
นม กาแฟ และซุปใส่กระติกได้ แต่ต้องคุมเวลาและอุณหภูมิ
นมและกาแฟใส่นมเป็นอาหารที่เสียง่าย จึงไม่ควรถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิอุ่นเป็นเวลานาน ส่วนอาหารร้อนอย่างซุปหรือโจ๊กต้องรักษาอุณหภูมิให้สูงพอที่จะยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรค ไม่ใช่เพียงรู้สึกว่ายังอุ่นเมื่อสัมผัส
กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แนะนำว่า อาหารร้อนที่พกในภาชนะเก็บอุณหภูมิควรรักษาไว้ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป วิธีหนึ่งคือเติมน้ำเดือดลงในภาชนะที่รองรับความร้อน ทิ้งไว้สักครู่ เทออก แล้วจึงใส่อาหารที่ร้อนจัดและปิดฝาจนกว่าจะถึงเวลารับประทาน
ส่วนอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องแช่เย็นควรรักษาที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า หากอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เชื้อโรคเติบโตได้ ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมงในสภาพอากาศร้อนจัด
2. ล้างแค่น้ำเปล่า แล้วปิดฝาทั้งที่ยังชื้น
กระติกที่ใช้ใส่น้ำเปล่าอาจดูสะอาด แต่ทุกครั้งที่ดื่ม เชื้อจุลินทรีย์จากปากและมือสามารถย้อนกลับไปอยู่บริเวณปากขวด หลอด และฝาได้ หากใส่กาแฟ นม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ คราบน้ำตาล ไขมัน และโปรตีนจะยิ่งเป็นแหล่งอาหารให้จุลินทรีย์
จุดที่มักถูกมองข้ามคือร่องเกลียว หลอดดูด วาล์ว และซีลยาง คราบดำหรือเมือกอาจซ่อนอยู่ใต้ชิ้นส่วนเหล่านี้ แม้ตัวกระติกจะดูสะอาดจากด้านบนก็ตาม การล้างผ่านๆ ด้วยน้ำเย็นจึงอาจกำจัดคราบได้ไม่หมด
หลังใช้งานควรถอดชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตอนุญาตให้นำออกได้ ล้างด้วยน้ำยาล้างจานและแปรงที่เข้าถึงก้นกระติก จากนั้นล้างน้ำให้สะอาดและวางทุกชิ้นให้แห้งสนิทโดยเปิดฝาไว้ ไม่ควรประกอบหรือปิดฝาก่อนที่ซีลยางและด้านในจะแห้ง
เชื้อราในกระติกสร้างอะฟลาทอกซินจริงหรือ?
กระติกที่ชื้นและสกปรกสามารถมีเชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้จริง จึงไม่ควรดื่มต่อเมื่อพบคราบดำ กลิ่นอับ หรือสิ่งสกปรกที่ล้างไม่ออก ส่วนเชื้อราในกระติกทุกชนิดจะสร้างอะฟลาทอกซินและก่อมะเร็งตับโดยตรงหรือไม่นั้นยังไม่มีหลักฐานรองรับที่แน่ชัด
องค์การอนามัยโลกระบุว่า อะฟลาทอกซินสร้างขึ้นโดยเชื้อราบางสายพันธุ์ และมักเป็นปัญหาในอาหาร เช่น ธัญพืช ถั่ว เครื่องเทศ และผลไม้แห้งที่เก็บในสภาพร้อนชื้น ไม่ใช่สารที่เชื้อราทุกชนิดสร้างได้โดยอัตโนมัติ
ถึงแม้คราบราในกระติกจะไม่สามารถเหมารวมว่าเป็นอะฟลาทอกซิน แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน หากถอดล้างทุกชิ้นแล้วยังมีคราบ กลิ่น หรือซีลยางเสื่อม ควรเปลี่ยนอะไหล่หรือเปลี่ยนกระติกแทนการฝืนใช้ต่อ

วิธีล้างกระติกเก็บอุณหภูมิให้สะอาด
- ตรวจคู่มือก่อนว่ากระติก ฝา และซีลสามารถเข้าเครื่องล้างจานได้หรือไม่
- ถอดหลอด ซีลยาง และชิ้นส่วนฝาที่ถอดได้ออกมาล้างแยกกัน
- ใช้น้ำยาล้างจานและแปรงด้ามยาวขัดผิวด้านใน โดยไม่ใช้ฝอยโลหะ
- ใช้แปรงขนาดเล็กทำความสะอาดร่องเกลียว หลอด และวาล์ว
- ล้างจนไม่มีฟองหรือกลิ่นน้ำยาตกค้าง แล้วคว่ำให้แห้งสนิท
- หลีกเลี่ยงน้ำยาหรือสารกัดกร่อนที่ผู้ผลิตไม่ได้แนะนำ เพราะอาจทำลายผิวภายในและซีล
3. เทน้ำเดือดลงในกระติกที่ไม่ได้ออกแบบให้ทนความร้อน
ไม่ใช่กระติกทุกใบจะรองรับน้ำเดือด โดยเฉพาะขวดพลาสติก กระบอกน้ำสำหรับออกกำลังกาย และฝาหลอดดูดบางประเภท ผู้ใช้ควรตรวจอุณหภูมิสูงสุดที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ เพราะความร้อนอาจทำให้ภาชนะเสียรูป ซีลเสื่อม หรือเกิดการรั่วซึม
ในทางกลับกัน กระติกสุญญากาศและกระติกใส่อาหารที่ผู้ผลิตระบุว่ารองรับของร้อน สามารถใช้กับน้ำร้อนได้ตามคำแนะนำ ไม่มีหลักฐานว่าการเทน้ำเดือดลงในกระติกสเตนเลสเกรดอาหารที่สมบูรณ์จะทำให้โลหะหนักรั่วออกมาทันทีดังที่มักแชร์กัน
ความเสี่ยงที่ต้องระวังมากกว่าคือแผลลวก ไม่ควรเติมน้ำร้อนจนเต็มขอบ ต้องปิดฝาให้ถูกตำแหน่ง และไม่ควรดื่มผ่านหลอดหรือฝาที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับของร้อน หากเป็นกระติกปากแคบ ควรรินใส่แก้วหรือปล่อยให้อุณหภูมิลดลงก่อนดื่ม
หลีกเลี่ยงการวางกระติกน้ำร้อนไว้ใกล้เด็ก ไม่เปิดฝาโดยหันเข้าหาใบหน้า และไม่เขย่าภาชนะที่มีของร้อนอยู่ภายใน หากฝาปูด เปิดยาก หรือมีแรงดันผิดปกติ ควรวางให้ห่างจากใบหน้าและหยุดใช้งานจนกว่าจะตรวจสอบได้
4. กระติกบุบ เป็นสนิม รั่ว หรือฝาเสื่อม แต่ยังฝืนใช้ต่อ
รอยบุบเล็กน้อยด้านนอกไม่ได้หมายความว่าจะมีตะกั่วหรือแคดเมียมละลายลงในน้ำทันที แต่แรงกระแทกอาจทำลายผนังสุญญากาศ ทำให้ประสิทธิภาพการเก็บอุณหภูมิลดลง หรือทำให้รอยต่อกับฝาเสียรูปจนเกิดการรั่วของเครื่องดื่มร้อน
หากด้านในเกิดสนิม มีรอยแตก รอยบิ่น ผิวลอก หรือรอยเชื่อมผิดปกติ ควรหยุดใช้ โดยเฉพาะเมื่อบริเวณฐานหรือชิ้นส่วนที่เคยปิดมิดชิดหลุดออกมา เนื่องจากกระติกสุญญากาศบางรุ่นอาจมีวัสดุบัดกรีอยู่ในโครงสร้างภายนอก แม้ในสภาพปกติส่วนดังกล่าวจะไม่สัมผัสกับเครื่องดื่มก็ตาม
คณะกรรมการความปลอดภัยสินค้าอุปโภคบริโภคสหรัฐฯ เคยประกาศเรียกคืนขวดน้ำบางรุ่น เมื่อฐานแตกหรือหลุดจนเผยให้เห็นจุดบัดกรีที่มีตะกั่ว กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่ากระติกสเตนเลสทุกใบมีความเสี่ยงเหมือนกัน แต่สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ที่ชำรุดไม่ควรถูกใช้งานต่อโดยไม่ตรวจสอบ

กระติกต้องเปลี่ยนทุก 1-2 ปีจริงหรือ?
ยังไม่มีเกณฑ์สากลว่ากระติกเก็บอุณหภูมิทุกใบต้องทิ้งหลังใช้งานหนึ่งหรือสองปี อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับวัสดุ คุณภาพการผลิต ความถี่ในการใช้ การดูแล และสภาพของชิ้นส่วน กระติกที่ยังสมบูรณ์ สะอาด และทำงานได้ตามปกติอาจใช้งานได้นานกว่านั้น
สิ่งที่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจคือสภาพจริง หากเก็บอุณหภูมิไม่ได้เหมือนเดิม มีน้ำรั่ว ฝาปิดไม่สนิท ซีลมีกลิ่นหรือราที่กำจัดไม่ได้ ผิวด้านในลอก เป็นสนิม หรือฐานได้รับความเสียหาย ก็ควรเปลี่ยนอะไหล่หรือเลิกใช้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบกำหนดเวลา
สัญญาณเตือนว่าควรหยุดใช้กระติกใบเดิม
- ด้านในมีสนิม รอยแตก รอยบิ่น หรือผิวเคลือบหลุด
- ฐาน ฝา หรือชิ้นส่วนภายนอกหลุดจนเห็นโครงสร้างด้านใน
- ฝาปิดไม่สนิท มีของเหลวรั่ว หรือเปิดแล้วมีแรงดันผิดปกติ
- เก็บความร้อนหรือความเย็นไม่ได้เหมือนเดิมหลังถูกกระแทก
- ซีลยางแข็ง กรอบ ฉีก หรือมีคราบราที่ล้างไม่ออก
- มีกลิ่นสารเคมี กลิ่นอับ หรือรสชาติผิดปกติหลังล้างแล้ว
- ผลิตภัณฑ์อยู่ในประกาศเรียกคืนของผู้ผลิตหรือหน่วยงานกำกับดูแล
เลือกซื้อกระติกอย่างไรให้ปลอดภัยกว่าเดิม?
ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ตรวจสอบได้ มีฉลากระบุวัสดุ อุณหภูมิที่รองรับ ประเภทเครื่องดื่มที่ใช้ได้ และวิธีทำความสะอาดอย่างชัดเจน ฝาควรถอดล้างได้ง่ายและมีอะไหล่ซีลสำหรับเปลี่ยน เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้มักเสื่อมเร็วกว่าตัวกระติก
ก่อนใช้งานครั้งแรกควรล้างทุกชิ้นตามคู่มือ หากพบกลิ่นฉุน สีหลุด ขอบคม หรือรอยต่อผิดปกติ ไม่ควรนำมาใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม และควรติดต่อผู้จำหน่ายเพื่อขอเปลี่ยนสินค้า
สรุป กระติกไม่ได้อันตราย แต่อันตรายเกิดจากการใช้ผิดและดูแลไม่ถึง
กระติกเก็บอุณหภูมิที่ได้มาตรฐานและใช้งานตรงตามวัตถุประสงค์ยังเป็นของใช้ที่สะดวกและปลอดภัย ปัญหามักเกิดจากการใส่เครื่องดื่มที่ผลิตภัณฑ์ไม่รองรับ เก็บอาหารเสียง่ายในอุณหภูมิไม่เหมาะสม ล้างไม่ทั่วถึง หรือฝืนใช้ต่อทั้งที่กระติกชำรุด
หลักง่ายๆ คืออ่านคู่มือก่อนใช้ แยกกระติกตามประเภทเครื่องดื่ม ล้างฝาและซีลทุกครั้ง ปล่อยให้แห้งสนิท และตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบสนิม รอยแตก การรั่ว หรือคราบที่กำจัดไม่ได้ ควรหยุดใช้ เพราะการเปลี่ยนกระติกหนึ่งใบย่อมคุ้มกว่าการเสี่ยงกับอาหารเป็นพิษ แผลลวก หรือการปนเปื้อนที่ไม่จำเป็น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
