อาการมะเร็งปากมดลูก 10 สัญญาณเตือนที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม รู้เร็วรักษาได้

อาการมะเร็งปากมดลูก สัญญาณเตือนที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีสังเกตและป้องกัน
มะเร็งปากมดลูก เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย แต่ข่าวดีคือเป็นโรคที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้คือ มะเร็งปากมดลูกระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนโรคลุกลาม ดังนั้น การรู้จักสัญญาณเตือนและเข้ารับการตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง
อาการมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกคืออะไร?
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการที่เซลล์บริเวณปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) ชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่
แม้ว่าการติดเชื้อ HPV จะพบได้บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นมะเร็ง เพราะร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองในหลายกรณี อย่างไรก็ตาม หากเชื้อคงอยู่เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดรอยโรคก่อนมะเร็งและพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด
อาการมะเร็งปากมดลูก สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการเลย แต่เมื่อโรคเริ่มลุกลาม อาจพบอาการต่อไปนี้
-
มีเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
-
มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือหลังหมดประจำเดือนแล้ว
-
ตกขาวผิดปกติ มีปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดปน
-
เจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
-
ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
-
ปวดหลังหรือปวดเชิงกราน
-
ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
-
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง แต่ควรรีบพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
อาการของมะเร็งปากมดลูกแต่ละระยะ
ระยะก่อนเป็นมะเร็ง (ระยะ 0)
เซลล์เริ่มผิดปกติ แต่ยังไม่ลุกลาม ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ และตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองเท่านั้น
ระยะที่ 1
มะเร็งยังอยู่เฉพาะบริเวณปากมดลูก อาจเริ่มมีเลือดออกผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์หรือตกขาวผิดปกติ
ระยะที่ 2
มะเร็งเริ่มลุกลามออกนอกปากมดลูก อาจมีอาการปวดเชิงกรานและเลือดออกบ่อยขึ้น
ระยะที่ 3
มะเร็งลุกลามไปยังผนังอุ้งเชิงกราน อาจมีอาการขาบวม ปวดหลัง ปัสสาวะผิดปกติ หรือไตทำงานลดลง
ระยะที่ 4
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ ปอด กระดูก หรือสมอง ทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก?
ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้ ได้แก่
-
ติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง
-
เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
-
มีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนมีคู่นอนหลายคน
-
สูบบุหรี่
-
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
-
ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
-
ไม่ได้รับวัคซีน HPV
โดยโรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุประมาณ 30-60 ปี แต่สามารถเกิดได้ในวัยที่น้อยกว่านี้เช่นกัน
อาการมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มีวิธีไหนบ้าง?
ปัจจุบันมีวิธีตรวจหลัก ได้แก่
1. Pap Smear
เป็นการเก็บเซลล์จากปากมดลูกเพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ ถือเป็นวิธีที่ใช้มานานและยังมีประสิทธิภาพ
2. Liquid-based Cytology
เป็นการเก็บเซลล์ในน้ำยาพิเศษ ช่วยให้ตัวอย่างมีคุณภาพดีขึ้นและเพิ่มความแม่นยำ
3. HPV DNA Test
ตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งสามารถค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดความผิดปกติของเซลล์
แพทย์จะพิจารณาวิธีตรวจและระยะเวลาการตรวจที่เหมาะสมตามอายุ ประวัติสุขภาพ และผลการตรวจครั้งก่อน
หากตรวจพบมะเร็งปากมดลูก รักษาได้หรือไม่?
หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาให้หายมีค่อนข้างสูง โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
-
การผ่าตัด
-
การฉายรังสี
-
เคมีบำบัด
-
การรักษาแบบผสมผสานตามระยะของโรค
การรักษาจะวางแผนโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก
แม้จะเป็นโรคที่น่ากังวล แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
-
ฉีดวัคซีน HPV ตามคำแนะนำของแพทย์
-
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำ
-
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แม้จะไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้
-
งดสูบบุหรี่
-
ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
-
หากมีเลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์
อาการมะเร็งปากมดลูก
คำถามที่พบบ่อยมะเร็งปากมดลูกระยะแรกมีอาการไหม?
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำ แม้จะรู้สึกแข็งแรงดีก็ตาม
เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์เป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการอักเสบ ติ่งเนื้อ หรือโรคทางนรีเวชอื่น ๆ แต่ถือเป็นอาการผิดปกติที่ควรได้รับการตรวจ
ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจคัดกรองหรือไม่?
ยังจำเป็น เพราะวัคซีนช่วยป้องกันเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็ง แต่ไม่ได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองจึงยังเป็นสิ่งสำคัญ
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้และรักษาได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้มีอาการ เพราะในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ การฉีดวัคซีน HPV ร่วมกับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรักษาให้หายได้อย่างมาก
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
