"งาขี้ม่อน" ซูเปอร์ฟู้ดที่ควรลอง! เผยประโยชน์เด่นที่ดีเหนือกว่า "งาทั่วไป"

"งาขี้ม่อน" ซูเปอร์ฟู้ดที่ควรลอง! เผยประโยชน์เด่นที่ดีเหนือกว่า "งาทั่วไป"

"งาขี้ม่อน" ซูเปอร์ฟู้ดที่ควรลอง! เผยประโยชน์เด่นที่ดีเหนือกว่า "งาทั่วไป"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้จัก "งาขี้ม่อน" ดีกว่า "งาทั่วไป" อย่างไร? เผยคุณค่าโอเมก้า 3 ที่เหนือกว่า

งาขี้ม่อน กำลังเป็นที่จับตาในฐานะสุดยอดแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณประโยชน์ที่โดดเด่นกว่างาทั่วไป (Sesamum indicum) ในหลายมิติ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้และเจาะลึกความแตกต่างด้านโภชนาการที่สำคัญ

งาขี้ม่อนคืออะไร?

งาขี้ม่อน (Perilla Seed) หรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่า งาม่อน เป็นพืชล้มลุกในตระกูลมินต์ (Lamiaceae) ซึ่งแตกต่างจากงาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มีลักษณะเป็นเมล็ดกลมเล็ก สีน้ำตาลเข้มถึงเทาอ่อน และมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกและเทือกเขาหิมาลัย

ผู้คนนิยมนำงาขี้ม่อนมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปของเมล็ดที่นำมาคั่ว บด หรือสกัดเป็นน้ำมัน รวมถึงการใช้ใบเป็นผัก เช่น ใบชิโสะในญี่ปุ่น หรือใบเคปนิมในเกาหลี ความโดดเด่นของงาขี้ม่อนอยู่ที่คุณค่าทางโภชนาการที่สูงและแตกต่าง

 สรุปสรรพคุณเด่นของ "งาขี้ม่อน"

  • ช่วยรักษาอาการร้อนใน: เนื่องจากมีปริมาณโอเมก้า 3 (กรดอัลฟาไลโนเลนิก) สูงมาก ซึ่งช่วยบรรเทาแผลร้อนในในช่องปากให้หายเร็วขึ้น
  • บรรเทาอาการภูมิแพ้อากาศ: กรดโรสมารินิกในงาขี้ม่อนมีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ จึงมีส่วนช่วยลดอาการภูมิแพ้อากาศ รวมถึงอาการหอบเหนื่อยจากอาการแพ้ได้
  • ป้องกันการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด: มีสารที่ชื่อว่า เซซามอล (Sesamol) ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็งที่เกิดจากฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ช่วยปกป้องตับ: กรดโรสมารินิกจะช่วยลดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย (Superoxide หรือ Peroxynitirite) จึงช่วยปกป้องตับจากการถูกทำลาย และยังยับยั้งการเจริญของมะเร็งตับ
  • ช่วยบำรุงผิวให้ขาวขึ้น: สารสกัดจาก งาขี้ม่อน มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ส่งผลให้เกิดการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้สีผิวสว่างขึ้นได้

คุณค่าที่ "งาขี้ม่อน" เหนือกว่า "งาทั่วไป"

ความโดดเด่นของงาขี้ม่อนที่ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่างาทั่วไปอย่างชัดเจนอยู่ที่องค์ประกอบของไขมันและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยมีข้อได้เปรียบที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. สุดยอดแหล่งโอเมก้า 3 จากพืช

งาขี้ม่อนเป็นแหล่งของกรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิก (ALA) หรือ โอเมก้า 3 จากพืชที่สูงที่สุดชนิดหนึ่ง โดยมีปริมาณสูงถึง 50-60% ของไขมันทั้งหมด ในขณะที่งาทั่วไปมีโอเมก้า 3 ในปริมาณที่ต่ำมาก โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบำรุงสมอง ระบบประสาท รวมถึงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

2. ปริมาณแกมมา-โทโคฟีรอลสูง

งาขี้ม่อนมีปริมาณ แกมมา-โทโคฟีรอล ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอีที่ทรงพลังสูงมาก สารตัวนี้ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยในการปกป้องเซลล์และรักษาสมดุลของไขมันไม่ให้ออกซิเดชันได้ง่าย

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระเฉพาะตัว

งาขี้ม่อนอุดมไปด้วยสารประกอบกลุ่มโพลีฟีนอลที่สำคัญ เช่น กรดโรสมารินิก (Rosmarinic Acid) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่ทรงพลังอย่างมาก

แม้ว่างาทั่วไปจะโดดเด่นในเรื่องของ ลิกแนน (Sesamin และ Sesamolin) แต่สารออกฤทธิ์ที่โดดเด่นของ งาขี้ม่อน ก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเสริมสร้างภูมิต้านทานและป้องกันความเสียหายของเซลล์ได้เช่นกัน

ทำไมจึงควรเลือกงาขี้ม่อน

แม้งาทั่วไปจะมีความโดดเด่นในเรื่องของปริมาณแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมที่สูงกว่า แต่ งาขี้ม่อน มีความเหนือกว่าอย่างชัดเจนในด้านของปริมาณ โอเมก้า 3 (ALA) ซึ่งจำเป็นต่อหัวใจและสมอง

นอกจากนี้ งาขี้ม่อนยังมีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้สมดุลไขมันดีต่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมไขมันดีและลดการอักเสบในร่างกาย

แหล่งข้อมูล

  1. สวพส.
  2. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล