"การเดินคือยาอายุวัฒนะ" งานวิจัยชี้สิ่งที่น่าประหลาดใจ "ความเร็ว" หรือ "จำนวนก้าว" คือเคล็ดลับอายุยืน?

การเดินเป็นยาอายุวัฒนะ แต่เราควรใส่ใจเรื่องความเร็วหรือจำนวนก้าวหรือไม่? งานวิจัยเผยสิ่งที่น่าประหลาดใจ
หลายคนเลือกเดินเพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว แต่เวลาเดิน เราควรใส่ใจเรื่องความเร็วหรือจำนวนก้าวเพื่อให้ได้ประโยชน์หรือไม่?
การเดินได้รับการยกย่องมานานแล้วว่าเป็น "วิธีการรักษา" ที่เรียบง่ายแต่ได้ผลดีในการเสริมสร้างสุขภาพและยืดอายุงานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้นมุ่งเน้นไปที่จำนวนก้าว โดยมีคำแนะนำทั่วไปคือการเดินวันละ 10,000 ก้าว เพื่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดี ช่วยลดน้ำหนัก และควบคุมโรคเบาหวาน ผลการศึกษาบางชิ้นยังแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม การสูญเสียความทรงจำ โรคมะเร็ง และแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารJama Internal Medicine และ Jama Neurologyได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจ นั่นคือ ความเร็วในการเดินมีความสำคัญมากกว่าจำนวนก้าว
ความเร็วในการเดินสำคัญกว่าจำนวนก้าว
การศึกษานี้ดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (ออสเตรเลีย)ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเดินเร็วมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแค่การก้าวให้ถึงจำนวนก้าวสูงสุด แม้ว่าจำนวนก้าวรวมจะน้อยกว่า 4,000 ก้าวต่อวัน การเดินเร็วก็ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ภาวะสมองเสื่อม ได้ถึง 25%
นักวิจัยเน้นย้ำว่าผู้คนควรเลือกความเร็วในการเดินที่เร็วขึ้น แม้ว่าจำนวนก้าวจะน้อยก็ตาม เพื่อให้เกิดผลในการปกป้องสุขภาพและยืดอายุ ซึ่งตรงกันข้ามกับพฤติกรรมทั่วไปในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่มักสนใจแต่จำนวนก้าวที่เดินและไม่ค่อยใส่ใจกับความเร็ว
การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าการรักษานิสัยการเดินอย่างน้อย 2,000 ก้าวต่อวันยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพโดยรวม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเฉียบพลันและโรคเรื้อรังหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องความเร็วยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ การเดินเร็ววันละ 30 นาที มีประสิทธิภาพมากกว่าการเดินช้าๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง
ผู้เขียนท่านหนึ่งเน้นย้ำว่า "ผู้คนมักกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการก้าวเดินที่เพียงพอ และมักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องความเร็ว เริ่มต้นด้วยความเร็วปกติแล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น ขาของคุณจะแข็งแรงขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และสามารถปรับตัวให้เดินได้เร็วขึ้น"
การเดินเร็วไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาสมรรถภาพทางกายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้าง “เกราะ” ป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด ตั้งแต่โรคหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงโรคทางกาย จิตใจ และจิตวิทยา กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากคุณต้องการรักษาสุขภาพและอายุยืนยาว อย่าเพียงแค่นับก้าว แต่ให้ใส่ใจกับความเร็วของตัวเอง
การเดินเร็วคืออะไร?
ตามข้อมูลของ Mirror การเดินเร็วหมายถึงการเดินด้วยความเร็วประมาณ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าการเดินปกติ สัญญาณที่สังเกตได้ง่ายคือขณะเดิน คุณสามารถพูดได้ แต่ไม่สามารถร้องเพลงจนจบเพลงได้
เพื่อเพิ่มความเร็วในการเดิน เทคนิคคือกุญแจสำคัญ เทคนิคการเดินแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ท่าทาง การเคลื่อนไหวของแขน การเคลื่อนไหวเท้า และการก้าวเดิน
ท่าทาง
ยืนตัวตรง ไม่โน้มตัวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง สายตาตรง คางขนานกับพื้น พยายามบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้อยู่ในระดับปานกลาง ไหล่ผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ศีรษะต้องมั่นคง ไม่พยักหน้าขณะก้าวเดิน การวางท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่คอและหลัง และช่วยให้เดินได้เร็วขึ้นและต่อเนื่องมากขึ้น
การเคลื่อนไหวของมือ
งอข้อศอก 90 องศา แกว่งแขนอย่างเป็นธรรมชาติตามจังหวะเท้า อย่าแกว่งไปด้านข้าง เมื่อก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า ให้แกว่งแขนซ้ายไปข้างหน้า และในทางกลับกัน หลีกเลี่ยงการถือสิ่งของใดๆ ไว้ในมือเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียจังหวะ แกว่งแขนในระดับปานกลาง ไม่สูงเกินระดับหน้าอก
การเคลื่อนไหวเท้า
แต่ละก้าวเริ่มต้นด้วยการที่ส้นเท้าแตะพื้นก่อนปลายเท้า จบด้วยการออกแรงผลักจากปลายเท้าอย่างแรงเพื่อสร้างแรงส่งไปข้างหน้า
ก้าวเดิน
อย่าพยายามก้าวไปข้างหน้าไกลๆ ให้วางเท้าหลังให้อยู่บนพื้นนานขึ้น และใช้ปลายเท้าดันตัวออกเพื่อเพิ่มระยะก้าวหลัง การก้าวมากเกินไปจะทำให้เท้าอยู่ห่างจากลำตัวมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บและทำให้เดินช้าลงได้
เริ่มต้นด้วยการเดินช้าๆ 5 นาที จากนั้นใช้เทคนิคการเดินเร็ว 10 นาทีก่อนจะลดความเร็วลง ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นประมาณ 5 นาทีในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายปรับตัว การเดินเร็ว 15-30 นาที/วันด้วยเทคนิคที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บรรลุกิจกรรมที่มีความเข้มข้นปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำอีกด้วย
ที่มา: Very Well Fit, Only My Health, Mirror
ผอมได้จริง! เทคนิคการเดิน 6-6-6 ที่ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความฟิต
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)

