"อะโวคาโด" กินเวลาไหนดีที่สุด? เคล็ดลับไขมันดี คุมน้ำหนัก หลับสบาย

การกินอะโวคาโดไม่ว่าจะเวลาไหนของวันก็มีประโยชน์ เพราะอะโวคาโดช่วยให้อิ่มท้อง เหมาะจะทานเป็นมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันเพื่อให้มีพลังงานยาวนานตลอดวัน อีกทั้งยังเป็นของว่างยามเย็นที่ดี เพราะช่วยส่งเสริมการนอนหลับได้
เวลากินอะโวคาโดที่เหมาะสม
จริง ๆ แล้วไม่มี “เวลาที่ดีที่สุด” เพียงเวลาเดียวสำหรับการกินอะโวคาโด แต่แต่ละช่วงเวลาก็มีข้อดีแตกต่างกันไป
-
ไขมันดี (Healthy fats): งานวิจัยชี้ว่า อะโวคาโดมีไขมันดีที่ช่วยในเรื่องระดับคอเลสเตอรอล แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าควรกินเวลาไหนถึงจะดีที่สุด
-
การควบคุมน้ำหนัก: อะโวคาโดอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทำให้ย่อยช้าและอิ่มนาน งานวิจัยหนึ่งพบว่าการกินอะโวคาโดครึ่งผลในมื้อกลางวันช่วยให้อิ่ม และลดระดับอินซูลินหลังมื้ออาหาร อีกงานวิจัยพบว่าการแทนที่คาร์โบไฮเดรตด้วยอะโวคาโดในมื้อเช้าช่วยให้อิ่มท้องได้มากขึ้น
-
ช่วยนอนหลับ: อะโวคาโดมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการนอนหลับ จึงอาจเป็นของว่างที่ดีในตอนเย็น
ประโยชน์ของการกินอะโวคาโด
การใส่อะโวคาโดในเมนูอาหารประจำวันสามารถมอบประโยชน์มากมาย เช่น
1. อุดมไปด้วยสารอาหาร
อะโวคาโดมีสารอาหารสำคัญหลายชนิด ได้แก่
-
กรดโอเลอิก (ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อสุขภาพ)
-
ไฟเบอร์
-
แมกนีเซียม
-
โพแทสเซียม
-
วิตามินที่ละลายในไขมัน (A, K, E)
-
ทองแดง
-
วิตามินบีรวม (B2, B3, B5, B6, โฟเลต)
-
วิตามิน C
ด้วยปริมาณไขมันที่มีในผล อะโวคาโดยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น A, D, E และ K ได้ดีขึ้น
2. อาจช่วยป้องกันโรคหัวใจ
มีงานวิจัยที่เชื่อมโยงการกินอะโวคาโดเป็นประจำกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง
-
การทบทวนงานวิจัย 10 ชิ้นพบว่าการกินอะโวคาโดวันละ 1–3.7 ผล ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
-
งานวิจัยบางชิ้นพบว่าอะโวคาโดช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
-
อะโวคาโดยังมีไฟโตนิวเทรียนท์ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอื่น ๆ ที่ช่วยปกป้องหัวใจ
3. ดีต่อสุขภาพลำไส้
ไฟเบอร์และสารอาหารในอะโวคาโดช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร อีกทั้งมีฟรุกโตสต่ำ จึงไม่ค่อยทำให้เกิดแก๊ส
ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าอะโวคาโดอาจช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ใหญ่
4. อาจช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
อะโวคาโดมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำ ไฟเบอร์สูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
บางงานวิจัยพบว่าการกินอะโวคาโดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดี อาจช่วยป้องกันและควบคุมเบาหวานชนิดที่ 2
5. ส่งเสริมสุขภาพดวงตา
อะโวคาโดมีคาโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งมีอยู่ในดวงตา และช่วยป้องกันความเสียหายจากรังสี UV
การกินอาหารที่มีสารเหล่านี้เป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมและต้อกระจก
6. อาจช่วยเรื่องผิวพรรณ
มีงานวิจัยที่พบว่าการกินอะโวคาโดเป็นประจำอาจช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว แต่ยังต้องการการศึกษามากขึ้นเพื่อยืนยัน
วิธีดูว่าอะโวคาโดสุกหรือยัง
ควรกินอะโวคาโดตอนที่สุก ไม่ใช่ดิบหรือสุกเกินไป
-
ผิวมีสีเขียวเข้มเกือบดำ
-
บีบแล้วไม่แข็งจนเกินไป แต่ก็ไม่เละ
-
ก้านสามารถดึงออกได้ง่าย ถ้ายังแข็ง แสดงว่ายังไม่สุก
-
เนื้อด้านในสีเขียวแสดงว่าสุกแล้ว แต่ถ้าเป็นสีน้ำตาลแสดงว่าสุกเกินไป
อะโวคาโดแต่ละสายพันธุ์จะมีฤดูกาลสุกต่างกัน เช่น อะโวคาโดพันธุ์ Hass ในอเมริกาเหนือ มักเริ่มสุกตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม โดยผลจะสุกเต็มที่บนต้น แต่ต้องเก็บมาพักไว้ให้เนื้อนิ่มก่อนประมาณ 2–7 วันจึงจะพร้อมทาน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)