Chromotherapy ศาสตร์แห่งการใช้แสงสีต่างๆ

Chromotherapy ศาสตร์แห่งการใช้แสงสีต่างๆ
นิตยสารเปรียว

สนับสนุนเนื้อหา


เมื่อรู้สึกว่าชีวิตพึ่งสารสังเคราะห์และยาปฏิชีวนะจนเกินพอดี เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็หวนกลับสู่เบสิกกลับสู่ธรรมชาติทั้งนั้น ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ใช้พลังธรรมชาติรักษาโรค Chromotherapy คือทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ Chromotherapy คือศาสตร์แห่งการใช้แสงสีต่างๆ เพื่อเติมพลังให้กับชีวิตและบำบัดร่างกายให้มีสุขภาพดี การใช้สีบำบัดสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้หลายโรค ตั้งต่ความผิดปกติของผิวหนังไปจนถึงเรื่องระบบทางเดินหายใจ จะไม่เหมือนกับการรักษาทั่วไปที่คุณหมอสั่งยาให้คนไข้ การใช้สีบำบัดคือการปล่อยให้ร่างกายรักษาตัวเอง ไงล่ะ น่าสนใจใช่ไหม... รู้จัก Chromotherapy Chromotherapy เกิดขึ้นโดยการฉายของแสง ส่งผ่านการรับรู้ถึงสีต่างๆ ไปยังร่างกายผ่านการมองเห็น สีคือพลังงานอย่างเดียวที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยาเปล่า เมื่อสายตาได้รับแสงที่ส่งเข้ามา ก็จะส่งผลไปยังต่อมผลิตฮอร์โมนซึ่งมีอิทธิพลต่อทุกระบบของร่างกาย ตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกสรรพสิ่งในโลกดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยแสงนะคะ

หินสี

Chromotherapy ทำงานเกี่ยวพันกับสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่งสีทั้ง 7 นี้จะเชื่อมโยงกับจักระหลักทั้ง 7 แห่งของร่างกาย คือ จักระพื้นฐาน จักระเพศ จักระลิ้นปี่ จักระหัวใจ จักระคอ จักระหน้าผาก และจักระมงกุฏ (จักระ คือศูนย์รวมทางพลังงาน มีลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ต่อเชื่อมระหว่างกายเนื้อกับกายทิพย์ ทำหน้าที่เป็นอวัยวะเพื่อดูดดึงพลังและส่งต่อพลัง ถ้าจักระหย่อนทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์โรคภัยต่างๆ จะเกิดขึ้น จักระมีอยู่ทั่วร่างกายมากกว่าหนึ่งพันจุด แต่จักระที่สำคัญมี 7 แห่ง) แต่ละแห่งจะถูกควบคุมโดยสีแต่ละสี ส่งผลทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ แตกต่างกัน พลังของการรักษา งานวิจัยของนักจิตวิทยาชื่อดังชาวสวิส ด็อกเตอร์ Max Luscher ที่เรียกว่า Luschers colour test บอกไว้ว่า เมื่อสีต่างๆ ตามจุดทั้ง 7 ของร่างกายอ่อนลง การรักษาโดยการใช้หินสี เทียน ปริซึม แก้วหรือเลนส์ ผนวกกับการใช้ธาราบำบัด (การใช้น้ำในการรักษาโรค) หรือการรักษาแบบอโรมาเทอราปี (การนำน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ร้อยปอร์เซ็นต์มาใช้ในการปรับสมดุลในการทำหน้าที่ของอวัยว่างๆ ในร่างกาย) สามารถเติมเต็มพลังงานที่ขาดหายไปได้ดียิ่งขึ้น อย่างการใช้ หินสี ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย เมื่อวางหินที่มีคลื่นความถี่ที่สูงและเข้มแข็งกว่าไว้ตามจุดต่างๆ ที่เป็นช่องทางลำเลียงพลังเสียงสะท้อนที่เข้มแข็งกว่าจะไปกำจัดเสียงสะท้อนที่ปั่นป่วนและอ่อนแอในร่างกาย ดึงพลังด้านบวกจากภายนอกเข้าไปบำบัดรักษาอาการเหล่านั้น ถ้ามีปัญหาทางจิตใจร่วมด้วย เช่น หวาดวิตก คิดมาก หรือโศกเศร้ากับอาการเจ็บป่วย คลื่นพลังของหินก็จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปปลอบโยนจิตใจ กระตุ้นให้สดชื่นแจ่มใส ยอมรับและกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น เมื่อจิตใจเข้มแข็ง ร่างกายก็จะค่อยๆ คืนสู่สภาพปกติในที่สุด เรียกได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ สีทั้ง 7 สีคราม : พลังของสีครามจะเชื่อมโยงเราเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเรา ทำให้เกิดจินตนาการใหม่ๆ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีครามเกี่ยวข้องกับจักระหน้าผาก ตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าผาก เป็นศูนย์รวมแห่งพลังทางจิต การรู้แจ้งแห่งตนระดับสูง จึงเป็นศูนย์กลางแห่งอวัยวะสมองส่วนหลัง จมูก ข้างซ้าย ระบบประสาทส่วนกลาง และต่อมพิทูอิตารี สีแดง : เมื่อร่างกายเกิดความรู้สึกขาดพลังงาน สีแดงจะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลัง เกี่ยวข้องกับจักระพื้นฐานซึ่งตั้งอยู่ใต้ก้นตรงรอยฝีเย็บ เป็นศูนย์แห่งพลังอวัยวะไต ต่อมหมวกไต ไขสันหลัง หากร่างกายขาดสีแดง อาจทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิต ไขกระดูก และพลังงานในร่างกายแปรปรวน สีส้ม : เป็นสีที่นำความร่าเริงมาสู่ชีวิต ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นสีที่กระตุ้นอารมณ์ต่างๆ ได้ดีที่สุด สีส้มสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางของความรู้สึก ความเข้าใจ เรื่องราวทางเพศทั้งหลาย ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ สีส้มเกี่ยวข้องกับจักระเพศค่ะ ตั้งอยู่เหนือกระดูกหัวเหน่า มีด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย หากร่างกายขาดสีส้มจะรู้สึกเหนื่อยล้า สับสน และมองโลกในแง่ร้าย สีน้ำเงิน : เป็นสีที่ใช้ในการพักผ่อนอย่างแท้จริง เด่นในเรื่องของการทำให้ระบบประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สงบ และช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้อย่างดี สีนี้จะเชื่อมโยงเราไปสู่ความคิดที่เป็นอิสระ เกี่ยวข้องกับจักระคอ มีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย เป็นศูนย์แห่งอวัยวะหลอดลม หลอดอาหาร กราม ต่อมไทรอยด์ ท่อทางเดินอาหาร ลูกกระเดือก ปอด การหายใจ การเติมพลังสีน้ำเงินมากเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ เฉื่อยชา ซึม สีเหลือง : สีเหลืองจะช่วยให้เรามีความคิดที่สดใส ช่วยส่งเสริมการรับรู้และกระตุ้นความสนใจที่มีต่อสิ่งต่างๆ พลังานจากสีเหลืองจะเกี่ยวข้องกับความสามารถต่างๆ ในการรับรู้ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบความคิดของเราเอง เกี่ยวข้องกับจักระลิ้นปี่ ตั้งอยู่ที่ลิ้นปี่ กึ่งกลางหน้าอกระหว่างกระดูกซี่โครง มีที่ด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย เป็นศูนย์แห่งอวัยะ กระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ สีเขียว : มีคุณสมบัติที่ทำให้พลังงานต่างๆ ในร่างกายเกิดความสมดุล ทำให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ช่วยในการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ สีนี้จะถูกเชื่อมโยงกับความรักที่บริสุทธิ์ ให้ความรู้สึกที่อ่อนโยน สีเขียวเกี่ยวข้องกับจักระหัวใจ ตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าอกระดับส่วนบนของหัวใจ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นศูนย์แห่งพลังในการรวมกันกับทุกสรรพสิ่ง หากมีสีเขียวมากเกินไป ร่างกายจะขาดแรงจูงใจ ง่วงนอนผิดปกติ รู้สึกไม่มั่นคง และอิจฉาริษยา สีม่วง : สีม่วงคือสีที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่างๆ ได้ดี และเพิ่มความสามารถในงานด้านศิลปะ พลังงานจากสีม่วงจะเชื่อมโยงเข้าสู่ภายในจิตใจช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีนี้เกี่ยวข้องกับจักระสุดท้าย คือ จักระมงกุฏ ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เป็นศูนย์รวมแห่งพลังงานทั้งหลาย เช่น พลังงานแห่งจิตวิญญาณ พลังแห่งสติปัญญา ซึ่งก็คืออวัยวะสมองส่วนหน้า ต่อมพีนิล และตาข้างขวา เมื่อเติมพลังงานด้วยสีม่วงมากเกินพอดี เราจะรู้สึกคลุ้มคลั่งและรู้สึกถูกครอบงำ จะเห็นได้ว่าหินทุกชนิดมีพลังในตัวของมันเอง ดังนั้นการบำบัดโรคด้วยหินก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ให้ถูกที่ถูกทาง มิเช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีนะ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ chromotherapy