รีเซ็ตทุกวันให้สดใส ด้วยเคล็ดลับเปลี่ยนชีวิตประจำวันแบบคุณหมอชาวญี่ปุ่น

รีเซ็ตทุกวันให้สดใส ด้วยเคล็ดลับเปลี่ยนชีวิตประจำวันแบบคุณหมอชาวญี่ปุ่น
Anngle

สนับสนุนเนื้อหา

หลาย ๆ ครั้งที่ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่ว่าจากการที่ต้องรีบลุกตื่นไปปฏิบัติภารกิจประจำวัน หรือระหว่างวันที่จู่ ๆ ก็หมดพลังและอ่อนล้าขึ้นมาสะอย่างนั้น ANNGLE มีเคล็ดลับดี ๆ จากคุณหมอ คุเดะเคน ซึกาสะ (久手堅司) ผู้อำนวยการคลินิก SETAGAYANAIKA SHINKEINAIKA (せたがや内科・神経内科クリニック) คลินิกแผนกอายุรกรรมและประสาทวิทยา เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ปฏิบัติตามได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อให้ประสาทอัตโนมัติของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ทุก ๆ วันกลายเป็นวันที่สดใสตลอดวันเลยล่ะค่ะ

รีเซ็ตทุกวันให้สดใส มาเปลี่ยนชีวิตประจำวันกันเถอะ

 เวลา 6 โมงเย็น : ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เช่นการเดินระหว่างกลับบ้าน


สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติเลยคือการออกกำลังกายให้พอเหมาะค่ะ เพราะการออกกำลังกายให้พอเหมาะนั้นเป็นตัวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ประสาทอัตโนมัติทำงานได้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะออกกำลังกายในฟิตเนสหรือการออกกำลังโดยการเดินแทนการนั่งรถอย่างเดียวประมาณ 30 นาทีต่อวัน

เวลา 1 ทุ่ม : การทานอาหารค่ำที่ย่อยง่าย


เรื่องการรับประทานก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ หากเรารับประทานอาหารก่อนนอนเพียง 1-2 ชั่วโมงจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการนอนและการทำงานของประสาทอัตโนมัติลดลง ควรทานอาหารก่อนที่จะเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ในการรับประทานให้ค่อย ๆ ทาน เคี้ยวให้ละเอียด จะช่วยให้การทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับกลไกลระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กรณีที่ทานอาหารดึกและใกล้เวลานอนให้หลีกเลี่ยงอาหารย่อยยากเช่นอาหารประเภทเนื้อและเน้นบริโภคอาหารประเภทผักเป็นหลักแทน

เวลา 1 ทุ่มครึ่ง : ดื่มชาสมุนไพร


เครื่องดื่มที่เพิ่มการตื่นตัวให้กับสมองจำพวกคาเฟอีน เช่น กาแฟและชาต่าง ๆ เป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิตประจำวันที่ดี แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงเวลากลางคืน เพราะจะบั่นทอนการหลับพักผ่อนได้ รวมไปถึงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ก็ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มประเภทชาสมุนไพรอย่างชาคาโมมายล์ ชาดอกเสาวรส ฯลฯ เพื่อให้ผ่อนคลายในช่วงนอนหลับและพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น


เวลา 3 ทุ่ม : ยืดเส้นยืดสาย


ใช้ร่างกายมาทั้งวันแล้วก็ต้องยืดเส้นยืดสายร่างกายกันบ้าง ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก่อนอาบน้ำเพื่อบริหารร่างกายในชุดเสื้อผ้าสบายๆ วิธีบริหารง่าย ๆ เพียงใช้มือประสานกันด้านหลัง ยืดสะบัก แล้วยกแขนที่ประสานขึ้นไปทางด้านหลังพร้อมทั้งเงยหน้ายืดขึ้นฟ้า ค้างท่าไว้ 30 วินาที เท่านี้ก็เป็นการคลายความเมื่อยล้า ยืดเส้น และบริหารร่างกายให้ได้เคลื่อนไหวในส่วนที่ใช้งานมาตลอดทั้งวัน


เวลา 3 ทุ่มครึ่ง : แช่น้ำอุ่น 38-40 องศาเซลเซียสราว 15 นาที



ควรอาบน้ำก่อนเวลานอนประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง และหลังจากนั้นควรแช่น้ำ 15 นาทีที่อุณหภูมิ 38-40 องศาเซลเซียส แช่น้ำให้ปริมาณน้ำสูงท่วมจนถึงส่วนคอเพื่อปรับสมดุลอบอุ่นร่างกายจนถึงภายใน โดยแช่แค่พอร่างกายอุ่นอย่าให้ร้อนเกินไป เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ประสาทตื่นตัว


เวลา 4 ทุ่ม : ยืดร่างกายหลังอาบน้ำ


การยืดเส้นยืดสายหลังจากอาบน้ำด้วยการใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพาดบริเวณคอผ่านติ่งหู สองมือจับปลายผ้าขนหนูดึงให้ตึง พับศีรษะไปด้านหลังในท่าที่กำลังสบาย ปล่อยให้อยู่ให้ท่านาน 30 วินาที จากนั้นผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถได้ ท่านี้ช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีและช่วยให้ระบบประสาทที่ทำงานในสภาวะพักผ่อนทำงานได้ดีขึ้นด้วย


เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที งดใช้มือถือ


ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ท่องอินเตอร์เน็ต หรือติดต่อเรื่องงาน การมีมือถืออยู่ใกล้ตัวในเวลานอนเป็นการกระตุ้นให้ระบบประสาทตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ระบบประสาทที่ทำงานในสภาวะพักผ่อนไม่สามารถเริ่มทำงานได้  ดังนั้นจึงควรวางมือถือไว้ให้ห่างจากเตียง เพื่อการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น


เวลา 5 ทุ่ม : นอนหลับในห้องที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกาย 25-28 องศาเซลเซียส


ในวันที่อากาศร้อนจัด ก็ควรทำให้ร่างกายนอนสบายยิ่งขึ้นโดยการเปิดแอร์ พัดลม หรือทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ส่วนท่านอนให้นอนในท่าสบาย ๆ โดยการนอนหงายราบตรง เอียงคอได้ตามสบาย


เวลา 6 โมง : ให้แสงแดดส่องผ่านเข้าห้องนอน และดื่มน้ำเป็นอันดับแรก


ห้องนอนควรอยู่ในทิศทางที่แสงแดดส่องผ่านเข้ามาได้ เพื่อให้นาฬิกาชีวิตรีเซ็ตความสดชื่นรับความสดใสของวันใหม่ เมื่อตื่นแล้วควรดื่มน้ำ 1 แก้วเพื่อป้องการการสูญเสียน้ำจากการนอนตลอดคืน ส่วนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมคาเฟอีนก็เป็นตัวช่วยชั้นดีในการเรียกความสดใสเพื่อเริ่มวันใหม่


เวลา 6โมง 15 นาที : วิ่งออกกำลัง


การออกกำลังแอโรบิคในช่วงเช้า ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเดิน ก็เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้งยังช่วยให้การหมุนเวียนเลือดทั่วร่างกายดีและสร้างความสดชื่น


เวลา 7 โมง : ทานกล้วยและโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้า


อาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารอย่างโยเกิร์ตและกล้วยเป็นหนึ่งอาหารชั้นดีที่ควรทานเป็นอาหารมื้อเช้า เพราะนอกจากจะอยู่ท้องในช่วงเช้าแล้ว ยังดีต่อระบบลำไส้ และยังมีสารเซโรโทนินที่ช่วยบำรุงในระบบประสาทอัตโนมัติ นอกเหนือจากโยเกิร์ตและกล้วยแล้ว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น นัตโตะ เต้าหู้ มิโสะ ไข่ไก่ ไข่ปลา ปลาอิวาชิ ก็มีสารเซโรโทนิน และสามารถทานเป็นอาหารเช้าได้เช่นกัน


เวลา 8 โมง : ไม่แตะมือถือในขณะเดินทาง


การใช้มือถือทำให้เราก้มหน้าก้มตา หลังห่อ หายใจสั้น ๆ หากในชีวิตประจำวันเราหายใจสั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการบั่นทอนระบบประสาทอัตโนมัติได้ หากว่าจำเป็นต้องใช้มือถือก็ให้หลีกเลี่ยงการนั่งก้มหน้า แนะนำให้ตั้งศอกตั้งฉาก 90 องศา หรือจะใช้มืออีกข้างประคองมือถือด้วยก็ได้


เวลา 9 โมง : บริหารการหายใจที่หน้าท้องก่อนเข้างาน


เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงาน ให้วอร์มร่างกายเพื่อให้ระบบประสาทอัตโนมัติพร้อมทำงานในสภาวะที่จริงจัง โดยใช้มือทั้งสองแตะบริเวณใต้กระดูกซี่โครง สูดลงหายใจทางจมูกยาว 3 วินาทีแล้วพักกลั้นลมหายใจ 3 วินาที จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางปากยาว ๆ 6 วินาที ทำทั้งหมด 3 ครั้ง

การดูแลตัวเองอย่างง่าย ๆ ที่สามารถปฏิบัติได้ทุกวันด้วยเหล่านี้จะช่วยระบบประสาทได้พักผ่อนและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ในวันเร่งรีบที่ไม่มีเวลาก็ยังสามารถทำได้ อย่าลืมนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูแลร่างกายเพื่อผ่อนคลายตัวเองในวันเหนื่อย ๆ กันดูนะคะ