ตัวเหลือง ตาเหลือง ระวัง! อาจเป็นสัญญาณบอกโรคร้าย

ตัวเหลือง ตาเหลือง ระวัง! อาจเป็นสัญญาณบอกโรคร้าย
S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง รู้ไหมว่านั่นไม่ใช่อาการที่ควรชะล่าใจเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติบางอย่างที่คุณอาจคาดไม่ถึง ซึ่งอาจเป็นโรคร้ายหรือภาวะผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับที่แปลกไปจากเดิมได้นั่นเอง โดยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ก็อาจจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายได้ดังต่อไปนี้

ภาวะสารสีเหลืองบิลิรูบินสูง

เป็นภาวะที่ร่างกายมีสารสีเหลืองบิลิรูบินสูงมากเกินไป ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกตัวตายเร็วกว่าอายุของมัน ตับจึงไม่สามารถที่จะกำจัดสารตัวนี้ได้ทัน จึงทำให้ร่างกายมีสารสีเหลืองบิลิรูบินสูงมากกว่าปกติ เป็นผลให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองในที่สุด นอกจากนี้ก็มักจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนและมีอาการคันตามร่างกายร่วมด้วย ซึ่งก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่น้อยเลยทีเดียว

โรคมะเร็งตับ ท่อน้ำดี และลำไส้ดูโอนัม

โรคมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตัวเหลือง ตาเหลืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้เล็กดูโอนัม ที่มีผลกระทบทำให้เกิดอาการตาเหลือง ตัวเหลืองโดยตรง ซึ่งโรคนี้ก็เป็นโรคที่มีความอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะรักษาให้หายขาดได้ยาก และมีอัตราการเสียชีวิตสูงอีกด้วย ดังนั้นหากพบความผิดปกติดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้ตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

ความผิดปกติของท่อน้ำดี

โดยปกติแล้วตับจะสร้างน้ำดีแล้วส่งต่อไปตามท่อน้ำดีเพื่อไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีต่อไป ดังนั้นหากท่อน้ำดีเกิดความผิดปกติ เช่น อุดตัน ก็จะทำให้น้ำดีถูกส่งย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่เรียกว่าดีซ่านในที่สุด ทั้งนี้หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะเกิดการติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

ไวรัสตับอักเสบบี

โรคร้ายที่มักจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และพบคนที่ป่วยด้วยโรคนี้เป็นจำนวนมากอีกด้วย โดยเริ่มแรกจะมีอาการไข้ต่ำๆ คลื่นไส้อาเจียน และอ่อนเพลีย จากนั้นจะเริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง และอาจรุนแรงถึงขั้นตับวายจนเสียชีวิตได้ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่มีความอันตรายเป็นอย่างมาก

จะเห็นได้ว่าอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นอาการผิดปกติที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายที่มีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นหากพบความผิดปกติดังนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที เพื่อจะได้ทำการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกวิธีมากขึ้นนั่นเอง