ไทยมีขาย! ผลไม้หวานฉ่ำ ที่ถูกยกเป็น "ยาบำรุงไต" แถมมีสารอาหารแน่น

ไทยมีขาย! ผลไม้หวานฉ่ำ ที่ถูกยกเป็น "ยาบำรุงไต" แถมมีสารอาหารแน่น

ไทยมีขาย! ผลไม้หวานฉ่ำ ที่ถูกยกเป็น "ยาบำรุงไต" แถมมีสารอาหารแน่น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สื่อต่างชาติยก "ลูกแพร์" เป็นของดีบำรุงไต พร้อมสูตรปรุงให้ดีต่อสุขภาพ

ไม่ต้องมองหาอาหารราคาแพง เพราะผลไม้ใกล้ตัวหลายชนิดก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยหนึ่งในนั้นคือ “ลูกแพร์” ผลไม้รสหวานฉ่ำ กินง่าย และมีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ลูกแพร์ขนาดกลาง 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 100 กิโลแคลอรี แต่มีใยอาหารประมาณ 6 กรัม หรือคิดเป็นราว 22% ของปริมาณใยอาหารที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินเค โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

นอกจากนิยมรับประทานเป็นผลไม้สดแล้ว ลูกแพร์ยังถูกนำมาใช้ในตำรับพื้นบ้านมานาน โดยเฉพาะลูกแพร์ตุ๋นน้ำตาลกรวดหรือน้ำผึ้ง ซึ่งนิยมรับประทานเพื่อช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และช่วยขับเสมหะ

1. ดีต่อสุขภาพไต

ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 80% จึงช่วยเพิ่มปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ และมีใยอาหารค่อนข้างสูง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ลูกแพร์ยังมีวิตามินซี แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งช่วยสนับสนุนการทำงานของร่างกายโดยรวม อีกทั้งมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่สามารถนำมารับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้

2. มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็ง

ลูกแพร์มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด โดยเฉพาะฟลาโวนอยด์ และลูกแพร์บางสายพันธุ์ยังมีแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารจากพืชที่ได้รับความสนใจในงานวิจัยเกี่ยวกับการปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

มีงานศึกษาบางส่วนพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผลไม้ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งบางชนิด รวมถึงมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวควรมองในภาพรวมของการรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล

3. ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีทั้งโพแทสเซียม ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพรไซยานิดิน ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

โพแทสเซียมมีส่วนช่วยควบคุมสมดุลของเหลวและความดันโลหิต ขณะที่ใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยดูแลระดับไขมันในเลือด จึงทำให้ลูกแพร์เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เหมาะสำหรับการรับประทานในอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ

4. ช่วยดูแลสุขภาพปอด

ลูกแพร์ถูกใช้ในตำรับพื้นบ้านของเอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการไอ คอแห้ง หรือระคายคอ เนื่องจากมีน้ำมากและมีรสหวานชุ่ม จึงนิยมรับประทานสดหรือนำไปตุ๋นให้นิ่ม

นอกจากนี้ ลูกแพร์ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีส่วนสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม จึงเป็นผลไม้ที่มักถูกกล่าวถึงในเมนูสำหรับช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือมีอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ

5. มีสารอาหารที่มีส่วนช่วยดูแลกระดูก

ลูกแพร์มีแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงโบรอน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญแร่ธาตุอย่างแคลเซียม และมีส่วนช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลของแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระดูก

นอกจากนี้ยังมีวิตามินเค ซึ่งเป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสร้างและรักษามวลกระดูก การรับประทานลูกแพร์ร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพกระดูก

6. ช่วยดูแลผิวพรรณและดวงตา

ลูกแพร์มีวิตามินซีและแร่ธาตุอย่างทองแดง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจน โปรตีนสำคัญที่ช่วยคงโครงสร้างและความยืดหยุ่นของผิว การได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอจึงมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพผิวจากภายใน

นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ รวมถึงลูทีนและซีแซนทีนในปริมาณหนึ่ง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพดวงตา และมีบทบาทในการปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

ลูกแพร์ปรุงสุก อีกวิธีกินที่นิยมในเอเชีย

นอกจากการรับประทานสดแล้ว หลายคนนิยมนำลูกแพร์ไปตุ๋นหรือนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็นหรือมีอาการระคายคอ เพราะเมื่อผ่านความร้อน เนื้อลูกแพร์จะนุ่ม รับประทานง่าย และมีน้ำออกมามากขึ้น

เมนูที่พบได้บ่อยคือ ลูกแพร์ตุ๋นน้ำตาลกรวด หรือลูกแพร์ตุ๋นน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสูตรพื้นบ้านที่ใช้กันมายาวนานเพื่อช่วยให้คอชุ่มและรับประทานง่าย อย่างไรก็ตาม ควรระวังปริมาณน้ำตาลหรือน้ำผึ้งที่เติมลงไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ลูกแพร์เป็นผลไม้รสหวานฉ่ำที่มีทั้งน้ำ ใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร หัวใจ กระดูก ไปจนถึงผิวพรรณและดวงตา

จะรับประทานสดหรือนำไปตุ๋นก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ โดยควรรับประทานในปริมาณเหมาะสม และกินร่วมกับอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนมากที่สุด

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล