ไม่อยากได้คาเฟอีนจากมัทฉะ ลอง “ใบหม่อน” แทน! รู้ประโยชน์ที่คนไม่ค่อยรู้

ไม่อยากได้คาเฟอีนจากมัทฉะ ลอง “ใบหม่อน” แทน! รู้ประโยชน์ที่คนไม่ค่อยรู้

ไม่อยากได้คาเฟอีนจากมัทฉะ ลอง “ใบหม่อน” แทน! รู้ประโยชน์ที่คนไม่ค่อยรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ แต่เนื่องจากมัทฉะทำจากใบชาเขียว จึงมีคาเฟอีนอยู่ด้วย สำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน ไม่ว่าจะเพราะดื่มแล้วใจสั่น นอนหลับยาก หรืออยากลดการได้รับคาเฟอีนในแต่ละวัน อาจลองเปลี่ยนมาดื่ม ชาใบหม่อน แทนในบางโอกาส

ใบหม่อนเป็นอีกหนึ่งพืชที่นำมาทำเป็นชาได้ โดยมีสารสำคัญที่น่าสนใจอย่าง 1-deoxynojirimycin (DNJ) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์

อย่างไรก็ตาม ใบหม่อนไม่ได้มีสารเหมือนมัทฉะทั้งหมด จึงควรมองว่าเป็น ทางเลือกคนละแบบ มากกว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์เหมือนกันทุกด้าน

1. ใบหม่อนต่างจากมัทฉะอย่างไร?

สิ่งแรกที่ควรรู้คือ ใบหม่อนกับมัทฉะมาจากพืชคนละชนิด

  • มัทฉะ ทำจากใบของต้นชา (Camellia sinensis) ที่นำมาแปรรูปและบดเป็นผงละเอียด
  • ใบหม่อน มาจากต้นหม่อน (Morus) และสามารถนำใบมาอบแห้งเพื่อชงเป็นชาได้

ความแตกต่างนี้ทำให้สารสำคัญที่ได้รับไม่เหมือนกัน

มัทฉะมีสารอย่าง คาเฟอีน คาเทชิน และ L-theanine ขณะที่ใบหม่อนมีสารที่น่าสนใจอย่าง DNJ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่นำมาศึกษาเกี่ยวกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตและระดับน้ำตาลหลังอาหาร

2. จุดเด่นของใบหม่อนที่คนไม่ค่อยรู้: มี DNJ

หนึ่งในสารที่ทำให้ใบหม่อนแตกต่างจากเครื่องดื่มชาเขียวทั่วไปคือ DNJ

สารชนิดนี้มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต เช่น α-glucosidase จึงมีการศึกษาว่าอาจช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังรับประทานอาหารได้

นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใบหม่อนถูกนำมาศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับ การควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหาร

แต่ไม่ควรตีความว่า ดื่มชาใบหม่อนแล้วจะรักษาเบาหวานได้ เพราะชาใบหม่อนไม่สามารถใช้แทนยา หรือการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ได้

3. ไม่มีคาเฟอีนแบบชา จึงเหมาะกับคนที่อยากพักคาเฟอีน

นี่คือจุดที่สามารถเชื่อมกับชื่อบทความได้โดยตรง

เนื่องจากใบหม่อนไม่ใช่ใบชาจาก Camellia sinensis จึงไม่ได้มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบมัทฉะ

ดังนั้น คนที่ต้องการลดคาเฟอีนอาจเลือก ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล เป็นเครื่องดื่มสลับกับมัทฉะได้

โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น การเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า

4. ใบหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจาก DNJ แล้ว ใบหม่อนยังมีสารประกอบจากพืชหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์

สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใบหม่อนได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ

แต่ควรระวังการใช้คำว่า “ล้างสารพิษ” หรือ “ดีท็อกซ์ร่างกาย” เพราะเป็นคำที่กว้างและอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

5. ถ้าไม่อยากได้คาเฟอีน ใบหม่อนอาจเหมาะกว่ามัทฉะ

สามารถทำเป็นตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย

เรื่องที่เปรียบเทียบ ใบหม่อน มัทฉะ
คาเฟอีน ไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา มีคาเฟอีน
สารเด่น DNJ, โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์ คาเทชิน, EGCG, L-theanine
จุดเด่น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดคาเฟอีน ให้ทั้งคาเฟอีนและสารสำคัญจากชา
รสชาติ หอมอ่อน ๆ ดื่มง่าย กลิ่นและรสชาเขียวชัด มีความอูมามิ
ช่วงเวลาที่เหมาะ สามารถเลือกดื่มช่วงเย็นได้ ควรคำนึงถึงคาเฟอีน โดยเฉพาะช่วงใกล้เข้านอน

6. ใครที่น่าลองเปลี่ยนจากมัทฉะเป็นใบหม่อน?

เหมาะสำหรับการนำเสนอเป็นกลุ่มคน เช่น

คนที่อยากลดคาเฟอีน
จากที่เคยดื่มมัทฉะทุกวัน อาจสลับเป็นชาใบหม่อนในวันที่ไม่ต้องการคาเฟอีน

คนที่ดื่มเครื่องดื่มสีเขียวเพราะชอบรสชาติ
ชาใบหม่อนเป็นอีกตัวเลือกที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากชาเขียว

คนที่อยากลดเครื่องดื่มหวาน
เลือกชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาลแทนน้ำหวานหรือชานมได้

คนที่อยากดื่มเครื่องดื่มช่วงเย็น
หากต้องการหลีกเลี่ยงคาเฟอีน ชาใบหม่อนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

7. แต่ใบหม่อนไม่ได้แทนมัทฉะได้ทุกเรื่อง

ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้บทความดูน่าเชื่อถือ

หากจุดประสงค์ของการดื่มมัทฉะคือ ต้องการคาเฟอีนเพื่อช่วยให้ตื่นตัว ใบหม่อนก็ไม่สามารถให้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันได้

ขณะเดียวกัน หากสนใจสารสำคัญเฉพาะของชาเขียว เช่น EGCG และ L-theanine การเปลี่ยนมาเป็นใบหม่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณเดียวกัน

ดังนั้น แนวคิดที่เหมาะที่สุดคือ “สลับดื่ม” มากกว่า “ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”

8. ดื่มใบหม่อนอย่างไรให้เป็นทางเลือกที่ดี?

วิธีง่ายที่สุดคือชง ชาใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล หรือเติมความหวานให้น้อยที่สุด

สิ่งที่ควรระวังคือเมนูสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีน้ำตาล นมข้น หรือไซรัปในปริมาณมาก หากเลือกดื่มเพราะต้องการดูแลสุขภาพ ก็ควรดูส่วนผสมและปริมาณน้ำตาลควบคู่กันไป

ใบหม่อนแบบไม่เติมน้ำตาล กับ เครื่องดื่มใบหม่อนที่หวานจัด จึงให้ภาพทางโภชนาการที่แตกต่างกันอย่างมาก

9. ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ใบหม่อนจะเป็นพืชที่นำมาบริโภคได้ แต่หากเป็น สารสกัดใบหม่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูง ควรระมัดระวังมากกว่าการดื่มชาใบหม่อนทั่วไป

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะสารจากใบหม่อนอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้

และที่สำคัญ ไม่ควรนำใบหม่อนมาใช้แทนยารักษาโรค

สรุป

หากเป็นคนที่ชอบมัทฉะแต่กำลังมองหาเครื่องดื่มสำหรับวันที่ “ไม่อยากได้คาเฟอีน” ชาใบหม่อนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่มีคาเฟอีนตามธรรมชาติแบบชา และยังมีสารจากพืชอย่าง DNJ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ที่ได้รับความสนใจในงานวิจัย

แต่ใบหม่อนไม่ได้มีสารสำคัญเหมือนมัทฉะทุกอย่าง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมองว่าอะไร “ดีกว่า” กัน

อยากได้คาเฟอีนและสารจากชาเขียว → เลือกมัทฉะ
อยากพักคาเฟอีนและลองเครื่องดื่มจากใบไม้ที่มีสารสำคัญเฉพาะตัว → ลองใบหม่อน

อ่านเพิ่มเติม ใบไม้ที่เคยเป็น "อาหารหนอน" ยกระดับสู่ซูเปอร์ฟู้ด เครื่องดื่มต้านโรค ลดน้ำตาลในเลือด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล