ไม่อยากเสียเงินจ้างร้านซักผ้าม่าน ลองวิธีนี้! ทำความสะอาดเองได้ ลดฝุ่นและกลิ่นอับ
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
ผ้าม่านเป็นของใช้ภายในบ้านที่หลายคนมักมองข้ามเรื่องการทำความสะอาด เพราะกว่าจะถอดลงมาแต่ละครั้งก็ทั้งหนัก ทั้งยุ่งยาก แถมถ้าเป็นผ้าม่านผืนใหญ่หรือมีหลายชั้น หลายคนจึงเลือกส่งร้านซักโดยไม่รู้ว่า การดูแลผ้าม่านในชีวิตประจำวันสามารถทำเองได้ และไม่จำเป็นต้องถอดลงมาซักทุกครั้ง
เพียงใช้วิธีทำความสะอาดให้เหมาะกับชนิดของผ้า ก็สามารถช่วยลดฝุ่น คราบสกปรก และกลิ่นอับที่สะสมอยู่บนผ้าม่านได้ ทั้งยังช่วยยืดระยะเวลาระหว่างการซักใหญ่ ทำให้ไม่ต้องเสียเงินจ้างร้านบ่อย ๆ
1. ทำไมผ้าม่านถึงสกปรกและมีกลิ่นอับง่าย?
แม้ผ้าม่านจะไม่ได้ถูกสัมผัสบ่อย แต่เป็นจุดที่สามารถสะสม ฝุ่นละออง เส้นผม ขนสัตว์ ควันอาหาร และกลิ่นต่าง ๆ ภายในบ้าน ได้ โดยเฉพาะผ้าม่านที่อยู่ใกล้หน้าต่างหรือประตู
หากบ้านมีความชื้นสูง อากาศถ่ายเทไม่ดี หรือผ้าม่านโดนไอน้ำเป็นประจำ ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นอับได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นการทำความสะอาดไม่ควรรอจนผ้าม่านดูสกปรกมาก เพราะการดูแลเป็นระยะจะช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกได้ดีกว่า
2. ไม่จำเป็นต้องถอดผ้าม่านลงมาซักทุกครั้ง
หนึ่งในวิธีที่ช่วยประหยัดแรงและค่าใช้จ่าย คือ ทำความสะอาดผ้าม่านขณะที่ยังแขวนอยู่
เหมาะสำหรับการดูแลระหว่างรอบการซัก เช่น
- ดูดฝุ่น
- ปัดฝุ่น
- เช็ดคราบเฉพาะจุด
- เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
- ลดกลิ่นอับด้วยการทำให้ผ้าแห้งและระบายอากาศ
อย่างไรก็ตาม หากผ้าม่านมีคราบหนักมาก มีกลิ่นอับรุนแรง หรือมีเชื้อราที่มองเห็นได้ ควรพิจารณาซักอย่างเหมาะสมหรือใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ
3. วิธีแรก “ดูดฝุ่น” ช่วยลดฝุ่นบนผ้าม่านได้มาก
วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีหัวแปรงสำหรับพื้นผิวผ้า
วิธีทำ
- ปิดหรือรวบผ้าม่านให้คลี่เป็นผืน
- ใช้หัวแปรงดูดฝุ่นไล่จากด้านบนลงด้านล่าง
- ดูดทั้งด้านหน้าและด้านหลังเท่าที่ทำได้
- เน้นบริเวณชายผ้าและรอยพับ
- อย่ากดหัวดูดแรงเกินไปกับผ้าเนื้อบาง
ควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีฝุ่นเยอะหรือมีสัตว์เลี้ยง
4. ไม่มีเครื่องดูดฝุ่น ใช้วิธีนี้แทนได้
หากไม่มีเครื่องดูดฝุ่น สามารถใช้ ไม้ปัดฝุ่นหรือแปรงขนนุ่ม ช่วยกำจัดฝุ่นเบื้องต้นได้
ควรทำอย่างเบามือ และหากเป็นไปได้ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทระหว่างทำความสะอาด
ข้อสำคัญคือไม่ควรตีหรือสะบัดผ้าม่านแรง ๆ ภายในห้อง เพราะฝุ่นที่หลุดออกมาอาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย
5. คราบเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องซักทั้งผืน
หากผ้าม่านมีคราบเพียงจุดเดียว การซักทั้งผืนอาจไม่จำเป็นเสมอไป สามารถทำ ความสะอาดเฉพาะจุด ได้ก่อน
ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดบริเวณที่เปื้อนอย่างเบามือ และหากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของผ้า
ควรทดลองบริเวณที่มองไม่เห็นก่อน เพื่อดูว่าสีตก ผ้าเปลี่ยนสี หรือเกิดรอยด่างหรือไม่
6. วิธีกำจัดกลิ่นอับ เริ่มจากการระบายอากาศ
หลายครั้งกลิ่นอับไม่ได้เกิดจาก “ความสกปรก” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความชื้นด้วย
วิธีพื้นฐานที่ควรทำคือ
- เปิดหน้าต่างให้อากาศหมุนเวียน
- เปิดผ้าม่านให้ได้รับอากาศ
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ผ้าม่านเปียกชื้นเป็นเวลานาน
- หลังทำความสะอาดต้องปล่อยให้ผ้าแห้งสนิท
- ตรวจสอบบริเวณรางม่านและผนังใกล้เคียงว่ามีความชื้นหรือเชื้อราหรือไม่
อย่าพยายามกลบกลิ่นด้วยการฉีดน้ำหอมอย่างเดียว เพราะไม่ได้แก้สาเหตุของความชื้น
7. ก่อนใช้น้ำหรือผลิตภัณฑ์ ต้องเช็กป้ายผ้าก่อน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะ ผ้าม่านแต่ละชนิดดูแลไม่เหมือนกัน
ก่อนซักหรือทำความสะอาดด้วยน้ำ ควรตรวจสอบสัญลักษณ์การดูแลบนป้าย เช่น
- ซักเครื่องได้หรือไม่
- ซักมือได้หรือไม่
- ใช้น้ำอุณหภูมิเท่าไร
- ใช้น้ำยาฟอกขาวได้หรือไม่
- อบแห้งได้หรือไม่
- ควรซักแห้งหรือไม่
หากไม่มีป้ายหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัสดุของผ้า อย่าเพิ่งทดลองใช้น้ำยาแรง ๆ เพราะอาจทำให้สีตก ผ้าหด หรือเนื้อผ้าเสียได้
8. ผ้าม่านที่ซักเองได้ ควรซักอย่างไร?
หากป้ายระบุว่าสามารถซักได้ ให้ถอดอุปกรณ์ที่ถอดออกได้ก่อน เช่น ตะขอหรือชิ้นส่วนบางชนิด
จากนั้น
- สะบัดฝุ่นออกเบา ๆ
- ตรวจดูคราบเฉพาะจุด
- ซักตามคำแนะนำบนป้าย
- ไม่ใช้น้ำร้อนหากฉลากไม่ได้ระบุว่าสามารถใช้ได้
- หลีกเลี่ยงการบิดแรง ๆ
- นำไปตากหรือแขวนให้แห้งตามคำแนะนำของผู้ผลิต
ไม่ควรเดาเองว่าผ้าม่านทุกชนิดสามารถโยนเข้าเครื่องซักผ้าได้
9. ผ้าม่านแบบไหนควรระวังเป็นพิเศษ?
ผ้าที่มีรายละเอียด เช่น
- ผ้าม่านเนื้อบาง
- ผ้าม่านลูกไม้
- ผ้าที่มีการปัก
- ผ้าที่มีโครงสร้างหรือการเคลือบพิเศษ
- ผ้าม่านที่มีซับใน
- ผ้าม่านที่ระบุให้ซักแห้ง
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด เพราะการซักผิดวิธีอาจทำให้ ผ้าหด เสียทรง สีตก หรือพื้นผิวเปลี่ยนไป
10. สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อต้องทำความสะอาดผ้าม่าน
เพื่อไม่ให้ประหยัดเงินค่าซัก แต่ต้องเสียเงินซื้อผ้าม่านใหม่ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้
อย่าใช้สารฟอกขาวโดยไม่ตรวจสอบก่อน
ผ้าบางชนิดอาจเสียสีหรือเส้นใยเสียหาย
อย่าขยี้คราบแรง ๆ
อาจทำให้เนื้อผ้าเป็นขุยหรือเกิดรอยด่าง
อย่าบิดผ้าแรง
โดยเฉพาะผ้าเนื้อบางและผ้าที่มีโครงสร้าง
อย่าตากทั้งที่ยังมีความชื้นมากในพื้นที่อับ
เพราะอาจทำให้เกิดกลิ่นอับซ้ำ
อย่าผสมน้ำยาทำความสะอาดหลายชนิดเอง
เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาที่ไม่ปลอดภัย
11. ทำความสะอาดผ้าม่านบ่อยแค่ไหน?
ไม่จำเป็นต้องรอให้ผ้าม่านมีคราบหรือกลิ่นก่อนจึงค่อยดูแล แต่สามารถแบ่งเป็นการดูแลเล็ก ๆ กับการซักใหญ่
ดูดฝุ่น: ทำเป็นระยะตามปริมาณฝุ่นในบ้าน
เช็ดคราบ: ทำทันทีเมื่อพบ
ระบายอากาศ: ทำเป็นประจำ โดยเฉพาะห้องที่มีความชื้น
ซักผืนใหญ่: พิจารณาตามชนิดผ้า สภาพการใช้งาน และคำแนะนำบนฉลาก
บ้านที่มีฝุ่นมาก สัตว์เลี้ยง หรืออยู่ใกล้ถนน อาจต้องดูแลบ่อยกว่าบ้านทั่วไป
12. เคล็ดลับลดฝุ่นสะสมบนผ้าม่านในระยะยาว
นอกจากทำความสะอาดผ้าม่านโดยตรงแล้ว ยังสามารถลดฝุ่นภายในห้องได้ด้วย เช่น
- ทำความสะอาดพื้นและเฟอร์นิเจอร์เป็นประจำ
- ดูดฝุ่นบริเวณรอบหน้าต่าง
- ทำความสะอาดรางผ้าม่าน
- อย่าวางผ้าม่านให้ลากพื้นหากไม่จำเป็น
- เปิดระบายอากาศเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม
- หมั่นตรวจสอบจุดที่มีความชื้น
เพราะหากต้นเหตุของฝุ่นและความชื้นยังอยู่ ต่อให้ซักผ้าม่านสะอาดแค่ไหนก็กลับมาสกปรกได้อีก
สรุปท้ายบทความ
การทำความสะอาดผ้าม่านไม่ได้หมายความว่าต้องถอดลงมาซักหรือส่งร้านทุกครั้ง หากผ้าม่านยังไม่มีคราบหนัก สามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการดูดฝุ่น ปัดฝุ่น เช็ดคราบเฉพาะจุด และช่วยให้ผ้าม่านระบายอากาศอย่างเหมาะสม วิธีเหล่านี้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและกลิ่นอับ พร้อมยืดระยะเวลาระหว่างการซักใหญ่ได้
แต่หากต้องซักจริง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือเช็กป้ายคำแนะนำการดูแลผ้าก่อนเสมอ เพราะผ้าม่านแต่ละชนิดมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การรู้จักวิธีดูแลที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดทั้งแรง เวลา และค่าใช้จ่าย โดยไม่เสี่ยงทำให้ผ้าม่านเสียหาย
อ่านเพิ่มเติม เปิดโลกมาก! ต่างชาติแชร์ทริค ทำความสะอาดผ้าม่านโดย ‘ไม่ต้องถอด’ ไม่ง้อเครื่องซักผ้า
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
