ใบไม้ที่เคยเป็น "อาหารหนอน" ยกระดับสู่ซูเปอร์ฟู้ด เครื่องดื่มต้านโรค ลดน้ำตาลในเลือด

ใบไม้ที่เคยเป็น "อาหารหนอน" ยกระดับสู่ซูเปอร์ฟู้ด เครื่องดื่มต้านโรค ลดน้ำตาลในเลือด

ใบไม้ที่เคยเป็น "อาหารหนอน" ยกระดับสู่ซูเปอร์ฟู้ด เครื่องดื่มต้านโรค ลดน้ำตาลในเลือด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใบไม้ที่เคยเป็น "อาหารหนอน" ยกระดับสู่ซูเปอร์ฟู้ด เครื่องดื่มต้านโรค คุมระดับไขมัน ลดน้ำตาลในเลือด

ถ้าพูดถึง ใบหม่อน (Mulberry) หลายคนอาจคุ้นเคยในฐานะอาหารของหนอนไหม แต่แท้จริงแล้วใบไม้ชนิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมานาน โดยเฉพาะการนำไปทำเป็น ชาใบหม่อน ที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศแถบเอเชีย

ความน่าสนใจของใบหม่อนอยู่ที่สารพฤกษเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะ ดีออกซีโนจิริไมซิน หรือ DNJ (Deoxynojirimycin) รวมถึงสารกลุ่มโพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการศึกษาถึงศักยภาพในการดูแลระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และกระบวนการอักเสบในร่างกาย

1. ใบหม่อนอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

หนึ่งในคุณสมบัติของใบหม่อนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเรื่อง ระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากใบหม่อนมีสาร DNJ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต ทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอาจช้าลง

มีงานวิจัยในมนุษย์บางส่วนพบว่า การรับประทานสารสกัดจากใบหม่อนอาจช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลและอินซูลินหลังรับประทานอาหารได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานยังมีจำนวนจำกัด และยังไม่สามารถกำหนดปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทุกคนได้ จึงไม่ควรใช้ใบหม่อนแทนยารักษาโรคเบาหวาน

2. อาจช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือด

สารประกอบจากใบหม่อนยังได้รับการศึกษาเกี่ยวกับ การควบคุมระดับไขมันในเลือด โดยงานวิจัยบางส่วนพบแนวโน้มว่าสารสกัดจากใบหม่อนอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมและ LDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี รวมถึงอาจส่งผลต่อระดับไตรกลีเซอไรด์

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังไม่มากพอที่จะสรุปว่าใบหม่อนสามารถใช้รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง หรือใช้แทนยาที่แพทย์สั่งได้ หากมีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ควรรับการรักษาและติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ

ใบหม่อนมีสารพฤกษเคมีหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ และเคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระในระดับการศึกษา สารเหล่านี้จึงได้รับความสนใจในแง่ของการช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากความเครียดออกซิเดชัน

อย่างไรก็ตาม การมีสารต้านอนุมูลอิสระไม่ได้หมายความว่าใบหม่อนสามารถป้องกันโรคได้ทุกชนิด หรือทำให้ผิวพรรณดีขึ้นโดยตรง เพราะสุขภาพโดยรวมยังขึ้นอยู่กับอาหาร พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายด้าน

4. อาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบ

สารพฤกษเคมีในใบหม่อนบางชนิดมีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการอักเสบ จึงมีการศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพของใบหม่อนในการลดตัวบ่งชี้การอักเสบและความเครียดออกซิเดชัน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนหนึ่งยังเป็นการทดลองในสัตว์หรือห้องปฏิบัติการ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มชาใบหม่อนจะช่วยลดการอักเสบในร่างกายมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

5. อาจช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ

จากคุณสมบัติที่อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ความดันโลหิต และการอักเสบ ทำให้ใบหม่อนถูกนำมาศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการช่วยดูแล สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะระบุว่าใบหม่อนสามารถป้องกันโรคหัวใจหรือหลอดเลือดได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลการศึกษาจำนวนหนึ่งมาจากการทดลองในสัตว์และห้องทดลอง

6. มีการศึกษาศักยภาพเกี่ยวกับเซลล์มะเร็ง

สารพฤกษเคมีในใบหม่อนเป็นอีกประเด็นที่นักวิจัยให้ความสนใจ โดยมีการทดลองในห้องปฏิบัติการที่พบว่าสารสกัดจากใบหม่อนอาจมีผลต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด เช่น เซลล์มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับ

อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นเพียงหลักฐานระดับห้องทดลอง ไม่สามารถนำมาสรุปว่า ใบหม่อนรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งในคนได้ ผู้ป่วยมะเร็งจึงไม่ควรใช้ใบหม่อนหรือสารสกัดแทนการรักษามาตรฐาน

7. อาจมีส่วนช่วยดูแลตับ

มีการศึกษาทั้งในห้องทดลองและสัตว์ทดลองที่พบว่า สารสกัดจากใบหม่อนอาจช่วยปกป้องเซลล์ตับจากความเสียหาย และอาจมีผลต่อกระบวนการอักเสบของตับ

แต่เช่นเดียวกับประโยชน์ด้านอื่น ๆ ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าใบหม่อนสามารถช่วยดูแลสุขภาพตับได้มากน้อยเพียงใด

8. อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำหนัก

การทดลองในสัตว์บางงานพบว่า สารจากใบหม่อนอาจส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันและน้ำหนักตัว จึงเกิดความสนใจในการศึกษาว่าใบหม่อนอาจมีบทบาทต่อการควบคุมน้ำหนักหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า การดื่มชาใบหม่อนเพียงอย่างเดียวจะช่วยลดน้ำหนักได้ การควบคุมน้ำหนักยังควรเน้นการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมพลังงาน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ชาใบหม่อน ดื่มอย่างไรให้เหมาะสม?

ใบหม่อนสามารถนำมาทำเป็นชาสมุนไพรได้ โดยอาจเลือกใช้ใบอ่อนหรือใบที่เหมาะสำหรับการแปรรูป จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดและทำให้แห้ง ก่อนนำมาชงดื่ม การดื่มชาใบหม่อนจึงสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มความหลากหลายให้กับเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน  โดยกรมหม่อนไหมแนะนำให้เลือกใบที่สะอาด ไม่มีโรค แมลง หรือสารเคมีตกค้าง และสามารถเลือกใบจากพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี เช่น พันธุ์บุรีรัมย์ 60 หรือพันธุ์คุณไพ

แต่ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ประโยชน์ด้านการควบคุมระดับน้ำตาลที่คาดหวังลดลง และเพิ่มปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายได้รับโดยไม่จำเป็น

แม้ใบหม่อนจะถูกนำมารับประทานและทำเป็นชามาเป็นเวลานาน แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสารสกัดเข้มข้นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในบางคน เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ท้องอืด หรือท้องผูก

โดยเฉพาะผู้ที่รับประทาน ยารักษาโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากใบหม่อน เนื่องจากใบหม่อนอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และอาจส่งผลร่วมกับยาที่ใช้อยู่ 

สำหรับการทำชาใบหม่อนแบบครัวเรือน สามารถเริ่มจากคัดใบที่สมบูรณ์ ตัดก้านและหั่นใบ จากนั้นนำไปนึ่งด้วยไอน้ำเดือดประมาณ 1-2 นาที แล้วนำไปคั่วและนวดในกระทะด้วยไฟอ่อนประมาณ 20 นาที ก่อนเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงเพื่อช่วยรักษาคุณภาพ

5 ขั้นตอนทำชาใบหม่อนแบบง่าย ๆ

  1. คัด เลือกใบหม่อนที่สะอาดและสมบูรณ์
  2. หั่น ตัดก้านออกและหั่นใบเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  3. นึ่ง ด้วยไอน้ำเดือดประมาณ 1-2 นาที
  4. คั่ว นำไปคั่วและนวดในกระทะด้วยไฟอ่อนประมาณ 20 นาที
  5. เก็บ บรรจุในภาชนะทึบแสงและปิดให้สนิท

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล