13 พฤติกรรมที่ทำร้าย "ตับ" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

13 พฤติกรรมที่ทำร้าย "ตับ" ที่คุณอาจไม่เคยรู้
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ตับ” เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย และทำหน้าที่ 500 กว่าอย่าง เช่น กำจัดสารพิษ ฟอกเลือด เปลี่ยนแปลงสารอาหารเป็นพลังงาน กักเก็บวิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น เนื่องจากตับมีความสำคัญขนาดนี้ เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพตับและหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ ดังนี้

1.     ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์มีผลเสียกับตับ ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งทำร้ายตับมาก ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าประวัติคนในครอบครัวของคุณเคยมีอาหารแอลกอฮอลิซึม หรือโรคเกี่ยวกับตับ คุณควรหลีกเลี่ยงและดื่มเครื่องเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

2.     ดื่มน้ำไม่มากเพียงพอ

ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วต่อวัน คือสิ่งที่เราเรียนรู้มานาน การดื่มน้ำในปริมาณไม่มากพอจะส่งผลถึงการทำงานของตับในการกำจัดสารพิษ ถ้าตับสูญเสียความชุ่มชื้นมันก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แล้วยังทำให้เสี่ยงต่อการป่วย ดังนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการและควรจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำที่สะอาด

3.     สูบบุหรี่

นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ และยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายร่างกายอีกด้วย

4.     น้ำหนักตัวมากเกินไป

ผลที่ตามมาจากการมีน้ำหนักเกินคือไขมันที่จะตามมาเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้เกิดอาการไขมันพอกตับ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่การกินของที่มีไขมันมากก็ส่งผลต่อตับไม่แพ้แอลกอฮอล์ การเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์สามารถแก้ปัญหานี้ได้

5.     กินน้ำตาลมากเกินไป

ปัจจุบันมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น กล่าวถึงโทษของน้ำตาล และแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาลส่งผลให้เกิดโรคตับได้ ในขณะที่เซลล์ในร่างกายสามารถเผาผลาญกลูโคสได้ แต่ตับเป็นอวัยวะเดียวที่สามารถกำจัดฟรุกโตสได้ ดังนั้นถ้าเราทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไซรัป โซดา ขนมอบ ฯลฯ แล้วหันมาบริโภคผลไม้แทน

6.     กินอาหารที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด หรืออาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน

ตับจะทำงานตอนกลางคืน ดังนั้นการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ก่อนเข้านอนจะทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้น ลองกินแคร์รอตหรือบีทรูทในมื้อเย็นจะช่วยตับทำความสะอาดสารพิษได้

7.     บริโภคไขมันทรานส์

ถ้าคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลเกิน คุณอาจเคยได้ยินหมอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันทรานส์เป็นตัวช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลและ LDL (ไขมันชนิดเลว) ขนมอบจำพวกเบเกอรี่ ขนบขบเคี้ยว ป๊อบคอร์น ของทอด เหล่านี้ล้วนมีไขมันทรานส์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อให้ตับไม่ต้องทำงานหนัก

8.     มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย

การมีเพศสัมพันธ์ในแบบที่ไม่ปลอดภัยส่งผลเสียถึงตับได้มากกว่าที่คุณคิด มันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบมี 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C ประเภทที่ควรระวังคือประเภท B ที่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเลือดโดยตรง หรือของเหลวอื่นๆ ในร่างกาย

9.     รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร

อาหารเสริมและสมุนไพรหากทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถเข้าไปทำอันตรายตับได้ ถึงบางอย่างจะเคลมว่าทำมาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็ส่งผลเสียต่อตับได้ ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ ถ้าอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณทานมีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัยก็จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

10.   เครียดและเหนื่อยล้ามากเกินไป

ความเครียดและการเหนื่อยล้าสะสมนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตับ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร พบว่า ผู้ที่มีความทุกข์ วิตกกังวล ซึมเศร้า มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคตับ ในทางการแพทย์ก็พบว่าอาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าอารมณ์ต่างๆ มีผลต่อพลังงานของตับ

11.   ออกกำลังกายน้อย

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อ้วน แต่ก็ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยตับทำงานอย่างการกำจัดสารพิษในร่างกายอีกด้วย

12.   พึ่งพาเภสัชกรมากเกินไป

เวลาเราปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หลายๆ คนเลือกที่จะไปซื้อยามากินเอง แต่ความจริงแล้วยาเหล่านี้ถ้ากินมากหรือใช้บ่อยๆ มันก็เป็นพิษต่อตับได้ เพราะยาพวกนี้ต้องผ่านไปที่ตับและสามารถสร้างความเสียหายได้

13.   ไม่ตรวจเช็กสุขภาพตับ

เรามักให้ความสำคัญกับหัวใจและคอเลสเตอรอล เวลาตรวจร่างกายก็จะเลือกโปรแกรมตรวจที่มีออปชั่นตรวจหัวใจและคอเลสเตอรอลด้วย จึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อการตรวจสุขภาพตับ ทั้งที่จริงแล้วตับก็มีสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นเลย ลองไปเช็กดูบ้างว่าค่าตับของเราเป็นอย่างไร