"บ้านหมุน" จาก "โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด" โรคฮิตวัยทำงาน

"บ้านหมุน" จาก "โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด" โรคฮิตวัยทำงาน
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลราชวิถี แนะนำประชาชนดูแลสุขภาพพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เสี่ยงเป็นโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด


ตะกอนหินปูนในหูชั้นใน คืออะไร ?

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในหูชั้นในจะมีอวัยวะรูปร่างคล้ายก้นหอย คอยควบคุมเกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ในอวัยวะควบคุมการทรงตัวมีของเหลวและตะกอนหินปูนเคลื่อนไปมา เพื่อรับรู้การเคลื่อนไหวของศีรษะ เมื่อมีสาเหตุให้ตะกอนหินปูนที่อยู่ในของเหลวดังกล่าวหลุดไปจากที่อยู่ปกติ


สาเหตุตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด

จากความเสื่อมตามวัย อุบัติเหตุโดยเฉพาะการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ การเคลื่อนไหวศีรษะซ้ำ ๆ เช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องก้ม ๆ เงย ๆ หรือทำความสะอาด ที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย ๆ จะทำให้ตะกอนหินปูนดังกล่าวหลุด และส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบหมุนขึ้นมาได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักไม่มีอาการหูอื้อ หรือ เสียงดังในหู ไม่มีแขนขาชา หรืออ่อนแรง หรือ พูดไม่ชัด ไม่มีอาการหมดสติ หรือเป็นลม เว้นแต่จะมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย การรักษามีหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยยาและทำกายภาพบำบัด หากการรักษาตามอาการ และการทำกายภาพบำบัดไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเฉพาะในกรณีจำเป็น


อาการของโรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยกลางคนและวัยทำงาน เนื่องจากทำงานหนักและพักผ่อนน้อย โรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อและมักมีอาการเฉพาะคือ เวียนศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ บ้านหมุน เสียการทรงตัว โดยเกิดขึ้นทันทีทันใด เช่น ขณะพลิกตัวบนที่นอน หรือขณะลุกจากที่นอน ก้มดูของหรือเงยหน้าขึ้น มักเป็นอยู่ในช่วงสั้น ๆ แค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ สักพักอาการจะค่อย ๆ หายไป หากขยับศีรษะในท่าเดิมอาการจะกลับมาเป็นใหม่ แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกที่เป็น อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นอาการข้างเคียงร่วมด้วย ทั้งนี้อาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้น อาจเป็นได้หลายครั้งต่อวัน และมักเป็นอยู่หลายวันแล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุดยังไม่มียาจำเพาะสำหรับการรักษา และเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แม้ให้การรักษาจนผู้ป่วยไม่มีอาการเวียนศีรษะแล้ว แต่ผู้ป่วยอาจกลับมามีอาการได้อีก ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ และหากพบว่า อาจมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป