ท้องเสียแล้วกินกล้วยได้จริงไหม? คำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด

ท้องเสียแล้วกินกล้วยได้จริงไหม? คำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด

ท้องเสียแล้วกินกล้วยได้จริงไหม? คำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อมีอาการท้องเสีย หนึ่งในคำแนะนำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "กินกล้วยสิ เดี๋ยวก็หาย" จนหลายคนเชื่อว่ากล้วยเป็นเหมือนยารักษาอาการท้องเสีย แต่ความจริงแล้ว กล้วยไม่ได้รักษาอาการท้องเสียโดยตรง และไม่ใช่ว่าทุกคนจะกินแล้วอาการดีขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม หากเลือกกินอย่างถูกวิธี กล้วยถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย และได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมาอย่างยาวนาน

ทำไมคนท้องเสียถึงมักถูกแนะนำให้กินกล้วย?

เวลาท้องเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจำนวนมาก โดยเฉพาะ โพแทสเซียม (Potassium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และหัวใจ

กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง จึงช่วยชดเชยแร่ธาตุที่สูญเสียไปได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ กล้วยยังมีสารอาหารที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น เช่น

  • เพกติน (Pectin) ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนมากขึ้น
  • คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย ให้พลังงานแก่ร่างกาย
  • มีไขมันต่ำ จึงไม่เพิ่มภาระให้ระบบย่อยอาหาร

ด้วยเหตุนี้ กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่อยู่ในแนวทางการรับประทานอาหารแบบ BRAT Diet ซึ่งประกอบด้วย Banana (กล้วย), Rice (ข้าว), Applesauce (แอปเปิลบด) และ Toast (ขนมปังปิ้ง) ที่เคยนิยมใช้เป็นอาหารอ่อนสำหรับผู้มีอาการท้องเสีย แม้ปัจจุบันแนวทางการรักษาจะเน้นการรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น แต่กล้วยก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

เข้าใจผิดหรือไม่? กินกล้วยแล้วท้องเสียจะหายทันที

คำตอบคือ ไม่จริง

กล้วยไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย และไม่สามารถหยุดการถ่ายได้ทันที

สิ่งที่กล้วยช่วยได้ คือ

  • ช่วยทดแทนโพแทสเซียมที่สูญเสีย
  • ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน
  • อาจช่วยให้อุจจาระจับตัวดีขึ้นในบางคน
  • ย่อยง่ายกว่าผลไม้หลายชนิด

ดังนั้น หากท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อไวรัส หรือสาเหตุอื่น ๆ การดูแลที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

กล้วยแบบไหนเหมาะที่สุด?

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เลือก กล้วยสุกกำลังดี

เพราะ

  • ย่อยง่าย
  • มีรสไม่ฝาด
  • ให้พลังงานเร็ว
  • มีเพกตินในปริมาณเหมาะสม

ส่วนกล้วยดิบหรือกล้วยที่ยังไม่สุกมาก อาจมีแทนนิน (Tannin) สูง ทำให้บางคนรู้สึกท้องอืดหรือย่อยยากได้

ควรกินวันละเท่าไร?

โดยทั่วไป หากยังรับประทานอาหารได้

  • ครั้งละประมาณ 1 ผล
  • วันละ 1-2 ผลก็เพียงพอ

ไม่จำเป็นต้องกินจำนวนมาก เพราะการกินมากเกินไปไม่ได้ทำให้อาการหายเร็วขึ้น

นอกจากกล้วย ควรกินอะไรอีก?

ช่วงที่มีอาการท้องเสีย ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เช่น

  • ข้าวต้ม
  • โจ๊ก
  • ข้าวสวย
  • มันฝรั่งต้ม
  • ไก่ต้ม
  • ปลา
  • ซุปใส

พร้อมดื่มน้ำสะอาดและสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

แม้จะกินกล้วยได้ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนัก เช่น

  • ของทอด
  • อาหารมัน
  • อาหารรสจัด
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม (บางคนอาจย่อยแลคโตสได้ลดลงชั่วคราว)
  • กาแฟ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • น้ำอัดลม

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

แม้การท้องเสียส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • ถ่ายเป็นเลือด
  • มีไข้สูง
  • ปวดท้องรุนแรง
  • อาเจียนตลอดจนดื่มน้ำไม่ได้
  • ถ่ายเหลวติดต่อกันหลายวัน
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ
  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวมีอาการท้องเสียรุนแรง

สรุป

กล้วยไม่ได้เป็น "ยารักษาท้องเสีย" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย เพราะย่อยง่าย ให้พลังงาน และช่วยทดแทนโพแทสเซียมที่ร่างกายสูญเสีย รวมทั้งมีเพกตินที่อาจช่วยให้อุจจาระจับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลที่สำคัญที่สุดคือการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน และสังเกตอาการ หากมีสัญญาณอันตรายควรรีบพบแพทย์

อ่านเพิ่มเติม หลายคนกินผิดไม่รู้ตัว! หมอแนะอาหารที่ควร-ไม่ควรกิน เมื่อมีอาการท้องเสีย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล