ท้องเสียแล้วกินกล้วยได้จริงไหม? คำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เมื่อมีอาการท้องเสีย หนึ่งในคำแนะนำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "กินกล้วยสิ เดี๋ยวก็หาย" จนหลายคนเชื่อว่ากล้วยเป็นเหมือนยารักษาอาการท้องเสีย แต่ความจริงแล้ว กล้วยไม่ได้รักษาอาการท้องเสียโดยตรง และไม่ใช่ว่าทุกคนจะกินแล้วอาการดีขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม หากเลือกกินอย่างถูกวิธี กล้วยถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย และได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมาอย่างยาวนาน
ทำไมคนท้องเสียถึงมักถูกแนะนำให้กินกล้วย?
เวลาท้องเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจำนวนมาก โดยเฉพาะ โพแทสเซียม (Potassium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และหัวใจ
กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง จึงช่วยชดเชยแร่ธาตุที่สูญเสียไปได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ กล้วยยังมีสารอาหารที่ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น เช่น
- เพกติน (Pectin) ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ ทำให้อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนมากขึ้น
- คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย ให้พลังงานแก่ร่างกาย
- มีไขมันต่ำ จึงไม่เพิ่มภาระให้ระบบย่อยอาหาร
ด้วยเหตุนี้ กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่อยู่ในแนวทางการรับประทานอาหารแบบ BRAT Diet ซึ่งประกอบด้วย Banana (กล้วย), Rice (ข้าว), Applesauce (แอปเปิลบด) และ Toast (ขนมปังปิ้ง) ที่เคยนิยมใช้เป็นอาหารอ่อนสำหรับผู้มีอาการท้องเสีย แม้ปัจจุบันแนวทางการรักษาจะเน้นการรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น แต่กล้วยก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
เข้าใจผิดหรือไม่? กินกล้วยแล้วท้องเสียจะหายทันที
คำตอบคือ ไม่จริง
กล้วยไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย และไม่สามารถหยุดการถ่ายได้ทันที
สิ่งที่กล้วยช่วยได้ คือ
- ช่วยทดแทนโพแทสเซียมที่สูญเสีย
- ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน
- อาจช่วยให้อุจจาระจับตัวดีขึ้นในบางคน
- ย่อยง่ายกว่าผลไม้หลายชนิด
ดังนั้น หากท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อไวรัส หรือสาเหตุอื่น ๆ การดูแลที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
กล้วยแบบไหนเหมาะที่สุด?
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เลือก กล้วยสุกกำลังดี
เพราะ
- ย่อยง่าย
- มีรสไม่ฝาด
- ให้พลังงานเร็ว
- มีเพกตินในปริมาณเหมาะสม
ส่วนกล้วยดิบหรือกล้วยที่ยังไม่สุกมาก อาจมีแทนนิน (Tannin) สูง ทำให้บางคนรู้สึกท้องอืดหรือย่อยยากได้
ควรกินวันละเท่าไร?
โดยทั่วไป หากยังรับประทานอาหารได้
- ครั้งละประมาณ 1 ผล
- วันละ 1-2 ผลก็เพียงพอ
ไม่จำเป็นต้องกินจำนวนมาก เพราะการกินมากเกินไปไม่ได้ทำให้อาการหายเร็วขึ้น
นอกจากกล้วย ควรกินอะไรอีก?
ช่วงที่มีอาการท้องเสีย ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เช่น
- ข้าวต้ม
- โจ๊ก
- ข้าวสวย
- มันฝรั่งต้ม
- ไก่ต้ม
- ปลา
- ซุปใส
พร้อมดื่มน้ำสะอาดและสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
แม้จะกินกล้วยได้ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนัก เช่น
- ของทอด
- อาหารมัน
- อาหารรสจัด
- นมและผลิตภัณฑ์จากนม (บางคนอาจย่อยแลคโตสได้ลดลงชั่วคราว)
- กาแฟ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- น้ำอัดลม
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
แม้การท้องเสียส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ถ่ายเป็นเลือด
- มีไข้สูง
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนตลอดจนดื่มน้ำไม่ได้
- ถ่ายเหลวติดต่อกันหลายวัน
- มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ
- เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวมีอาการท้องเสียรุนแรง
สรุป
กล้วยไม่ได้เป็น "ยารักษาท้องเสีย" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย เพราะย่อยง่าย ให้พลังงาน และช่วยทดแทนโพแทสเซียมที่ร่างกายสูญเสีย รวมทั้งมีเพกตินที่อาจช่วยให้อุจจาระจับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลที่สำคัญที่สุดคือการดื่มน้ำและสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน และสังเกตอาการ หากมีสัญญาณอันตรายควรรีบพบแพทย์
อ่านเพิ่มเติม หลายคนกินผิดไม่รู้ตัว! หมอแนะอาหารที่ควร-ไม่ควรกิน เมื่อมีอาการท้องเสีย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)