"เมล็ดเจีย" ประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรรู้

"เมล็ดเจีย" ประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรรู้
Hello Khun Mor

สนับสนุนเนื้อหา

เมล็ดเจีย หลายคนอาจเคยรับประทาน หรือเคยพบเห็นตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งคุณเคยสงสัยไหมว่าเมล็ดเจียนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร แล้วถ้าหากรับประทานในปริมาณเยอะไปล่ะ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือเปล่า นี่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนสงสัย เราจึงจะมานำเสนอทั้งเรื่องของประโยชน์และความเสี่ยงของเมล็ดเจียให้ได้รู้

เมล็ดเจีย คืออะไร

เมล็ดเจียถือเป็นพืชทะเลทรายที่ประกอบไปด้วยคุณประโยชน์ เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซียม เป็นต้น ซึ่งจากที่กล่าวมาคุณจะเห็นว่าเมล็ดเจียมีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพอย่างหลากหลาย นอกจากนี้ มักมีวิธีการรับประทานด้วยการนำเมล็ดเจียผสมเข้าไปในอาหาร เครื่องดื่ม โรยบนซีเรียล ผัก ข้าว และโยเกิร์ต

 

ข้อมูลทางโภชนาการ

เมล็ดเจียปริมาณ 28 กรัม มีแคลอรี 131 ไขมัน 8.4 กรัม คาโบไฮเดรต 13.07 กรัม ไฟเบอร์ 11.2 กรัม โปรตีน 5.6 กรัม และไม่ส่วนประกอบของน้ำตาล

 

คุณประโยชน์

หากคุณรับประทานปริมาณ 1 ออนซ์ต่อวัน คุณจะได้รับแคลเซียมถึง 18% ฟอสฟอรัส 27% แมงกานีส 30% ตามมาด้วยโพแทสเซียมและทองแดง ซึ่งเมล็ดเจียจะมีโอเมก้า 3 แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไฟเบอร์มากกว่าเมล็ดแฟลกซ์ โดยเมล็ดเจียสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสุขภาพต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และอัตราความเสี่ยงอื่น เป็นต้น

 

มีไฟเบอร์สูง

แนวทางการบริโภคอาหารของประเทศอเมริกาในช่วงปี 2015-2020 จะแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ควรบริโภคไฟเบอร์ 30.8 กรัมต่อวัน ส่วนในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี ควรบริโภคปริมาณ 25.2 กรัมต่อวัน และสำหรับผู้ชายที่มีอายุมากว่า 50 ปีขึ้นไป บริโภคปริมาณ 28 กรัมต่อวัน ผู้หญิงบริโภคปริมาณ 22.4 กรัมต่อวัน โดยวิธีที่ง่ายที่สุดในการเลือกรับประทานไฟเบอร์ คือ ผลไม้ ถั่ว ผัก ธัญพืชที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าเพียงคุณรับประทานเมล็ดเจีย 1 ออนซ์ ก็ทำให้คุณได้รับไฟเบอร์ 10 กรัม ซึ่งถือเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งที่ผู้หญิงอายุมกกว่า 50 ปี ควรรับประทานใน 1 วัน

 

ช่วยลดน้ำหนัก

อาหารที่มีเส้นใยสูงสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนานมากยิ่งขึ้น และมีแคลอรีต่ำด้วย โดยในการลดน้ำหนักมักจะมีการเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร ซึ่งเมล็ดเจียนี่แหละถือได้ว่ามีไฟเบอร์สูง มีกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก สิ่งเหล่านี้นี่เองที่อาจมีประโยชน์สำหรับการลดน้ำหนักของคุณ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอว่าเมล็ดเจียจะใช้ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่

 

ช่วยรักษาถุงผนังลำไส้อักเสบ

อาการถุงผนังลำไส้อักเสบ อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง อย่างเช่นเมล็ดเจีย สามารถช่วยลดอาการนี้ได้ ซึ่งลำไส้จะจะดูดซึมน้ำ และทำให้การอุจาระง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสามารถช่วยลดความดัน หรือการอักเสบบริเวณลำไส้ได้ด้วย

 

ช่วยลดโรคหัวใจกับหลอดเลือด และลดคอเลสเตอรอล

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานไฟเบอร์เพียง 10 กรัมต่อวัน สามารถลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลได้ดี โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สามารถป้องกันเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบ รวมทั้ง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจกับหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคอ้วน

 

ช่วยลดการเกิดโรคเบาหวาน

ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอย่างเมล็ดเจีย สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน เพราะไฟเบอร์ในเมล็ดเจียนั้นช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ซึ่งมีผลการศึกษาพบว่าอาหารที่มีไฟเบอร์ 14 กรัมต่อจำนวน 1,000 แคลอรีสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

 

ช่วยย่อยอาหารและดีท็อกซ์

เมล็ดเจียสามารถช่วยป้องกันอาการท้องผูก ทำให้ขับถ่ายทุกวันจึงทำให้สารพิษที่เกิดขึ้นทุกวันถูกขับออกผ่านทางน้ำดีกับอุจาระ และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

มีกรดไขมันโอเมก้า 3

เมล็ดเจียอุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 ที่ชื่อว่ากรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิกที่อาจป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ซึ่งกรดชนิดนี้ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ ดังนั้น เราจึงต้องรับประทานจากอาหารต่างๆ เอง

 

ความเสี่ยงในการรับประทานเมล็ดเจีย

คุณจะเห็นได้ว่าเมล็ดเจียอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายหลายประการ แต่การรับประทานเมล็ดเจียก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะ เนื่องจากเมล็ดเจียสามารถดูดซึมน้ำได้ถึง 27 เท่า ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืน ผู้ที่มีอาการแพ้อาหารโดยเฉพาะงาดำกับเมล็ดมัสตาร์ด ผู้ที่ใช้ยาลดความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานเมล็ดเจีย และเด็กเล็กไม่ควรรับประทานเมล็ดเจีย ส่วนผู้ที่รับประทานเมล็ดเจียควรรับประทานอย่างเหมาะสม โดยควรเลือกอาหารที่มีความหลากหลายด้วย