วิธีล้างคราบชา-กาแฟในแก้ว คราบฝังแน่นก็ออก ด้วยของใกล้ตัว

ใครที่ดื่มชา กาแฟเป็นประจำ น่าจะเคยเจอปัญหา คราบสีน้ำตาลติดอยู่ด้านในแก้ว แม้จะล้างด้วยน้ำยาล้างจานทุกวันก็ยังไม่หาย ยิ่งปล่อยไว้นานคราบก็ยิ่งเห็นชัด
คราบเหล่านี้เกิดจากสารสีและสารประกอบจากชาและกาแฟที่เกาะบนพื้นผิวแก้ว โดยเฉพาะเมื่อใช้แก้วใบเดิมซ้ำ ๆ แต่ไม่ต้องรีบทิ้ง เพราะมีวิธีล้างคราบชา-กาแฟที่ทำได้ง่ายด้วยของที่มีอยู่ในบ้าน
วิธีล้างคราบชา-กาแฟในแก้ว
1. เบกกิ้งโซดา วิธีง่ายสำหรับคราบชา-กาแฟ
เบกกิ้งโซดาสามารถช่วยขจัดคราบและสิ่งสกปรกบางชนิดบนพื้นผิวได้ โดยเฉพาะคราบที่ต้องใช้แรงขัดเล็กน้อย
วิธีทำ
- เทน้ำเล็กน้อยลงในแก้ว
- ใส่เบกกิ้งโซดาประมาณ 1-2 ช้อนชา
- คนให้เป็นเนื้อคล้ายครีมข้น ๆ
- ใช้ฟองน้ำนุ่มถูบริเวณที่มีคราบ
- ล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำยาล้างจานตามปกติ
หากเป็นคราบฝังแน่น อาจทิ้งส่วนผสมไว้สักครู่ก่อนขัด แล้วทำซ้ำอีกครั้ง
2. น้ำส้มสายชู สำหรับคราบที่เกาะแน่น
น้ำส้มสายชูมีความเป็นกรด จึงสามารถช่วยจัดการคราบแร่ธาตุบางชนิดที่เกาะอยู่บนภาชนะแก้วได้
วิธีทำ
- ผสมน้ำส้มสายชูขาวกับน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสม
- เทลงในแก้วให้สัมผัสบริเวณที่มีคราบ
- แช่ไว้ประมาณ 5-10 นาที
- ใช้ฟองน้ำนุ่มถูเบา ๆ
- ล้างน้ำสะอาดและตามด้วยน้ำยาล้างจาน
วิธีนี้เหมาะกับแก้วที่มีทั้งคราบชา-กาแฟและคราบจากน้ำกระด้าง
3. น้ำอุ่น + น้ำยาล้างจาน สำหรับคราบที่เพิ่งเกิด
ถ้าคราบยังไม่ฝังแน่น ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาหรือวิธีพิเศษ เพียงใช้น้ำอุ่นร่วมกับน้ำยาล้างจานแล้วแช่แก้วไว้สักครู่ จากนั้นใช้ฟองน้ำนุ่มขัดคราบ
การล้างแก้วทันทีหลังดื่มชาและกาแฟเป็นวิธีป้องกันคราบสะสมที่ง่ายที่สุด เพราะคราบที่ปล่อยทิ้งไว้นานมักกำจัดได้ยากกว่า
4. ใช้เม็ดทำความสะอาดสำหรับภาชนะ หากคราบฝังแน่นมาก
หากแก้วหรือแก้วเก็บความร้อนมีคราบสะสมเป็นเวลานาน อาจใช้ เม็ดทำความสะอาดสำหรับแก้วหรือภาชนะ ตามคำแนะนำบนฉลาก
วิธีนี้เหมาะกับแก้วที่มีซอกหรือบริเวณก้นแก้วซึ่งขัดได้ยาก โดยการทดสอบของ Good Housekeeping พบว่าเม็ดทำความสะอาดบางชนิดสามารถช่วยขจัดคราบจากชาในแก้วเซรามิกที่ล้างด้วยเครื่องล้างจานแล้วยังเหลืออยู่ได้
ข้อควรระวัง: เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าสามารถใช้กับภาชนะหรือพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร และทำตามวิธีใช้ของผู้ผลิต
5. คราบฝังแน่นมาก ให้แช่ก่อนแล้วค่อยขัด
หากลองล้างตามปกติแล้วคราบยังไม่ออก อย่าเพิ่งใช้ของแข็งขูด เพราะอาจทำให้พื้นผิวแก้วเป็นรอย
ให้ลองแช่แก้วด้วยน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจานก่อน จากนั้นใช้ฟองน้ำนุ่มขัดบริเวณที่มีคราบ หากยังไม่ออก ค่อยเลือกใช้เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูตามวิธีด้านบน
เบกกิ้งโซดา + น้ำส้มสายชู เทรวมกันดีไหม?
หลายคนอาจเคยเห็นวิธีทำความสะอาดที่ให้เทเบกกิ้งโซดาแล้วตามด้วยน้ำส้มสายชูจนเกิดฟอง แต่ ไม่จำเป็นต้องผสมสองอย่างนี้เข้าด้วยกันเพื่อหวังให้ทำความสะอาดได้ดีขึ้น
เนื่องจากเบกกิ้งโซดาเป็นด่าง ส่วนน้ำส้มสายชูเป็นกรด เมื่อผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีและหักล้างกันเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเพิ่มขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ
หากต้องการใช้ทั้งสองชนิด ควรเลือกใช้ ทีละวิธี แล้วล้างแก้วให้สะอาดระหว่างขั้นตอน
ห้ามใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำยาฟอกขาว
ไม่ควรนำน้ำส้มสายชูไปผสมกับน้ำยาฟอกขาวหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารฟอกขาว เพราะอาจเกิดก๊าซคลอรีนที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
แก้วแบบไหนต้องระวังเป็นพิเศษ?
ก่อนใช้วิธีทำความสะอาดใด ๆ ควรดูคำแนะนำจากผู้ผลิต โดยเฉพาะแก้วที่มี ลวดลายเคลือบ สีพิมพ์ ผิวพิเศษ หรือชิ้นส่วนที่ไม่ควรสัมผัสสารทำความสะอาดบางชนิด
สำหรับแก้วทั่วไป ควรเริ่มจากวิธีที่อ่อนที่สุด เช่น น้ำอุ่นและน้ำยาล้างจาน แล้วค่อยเพิ่มวิธีขจัดคราบเมื่อจำเป็น
วิธีป้องกันไม่ให้คราบชา-กาแฟติดแก้ว
ถ้าไม่อยากต้องมานั่งขัดคราบบ่อย ๆ ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
- ล้างแก้วทันทีหลังดื่มเสร็จ
- ไม่ปล่อยชาและกาแฟค้างในแก้วเป็นเวลานาน
- ใช้น้ำยาล้างจานและฟองน้ำนุ่มล้างเป็นประจำ
- หากเริ่มเห็นคราบ ให้รีบจัดการตั้งแต่ยังไม่ฝังแน่น
- แก้วที่ใช้ทุกวันควรทำความสะอาดให้ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณก้นแก้ว
สรุป วิธีล้างคราบชา-กาแฟในแก้ว
คราบชา-กาแฟในแก้วล้างไม่ออก สามารถเริ่มจากวิธีง่าย ๆ อย่างน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจาน หากเป็นคราบฝังแน่นให้ลองใช้เบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูแยกกัน แล้วขัดด้วยฟองน้ำนุ่ม
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ของแข็งขูดแก้วแรง ๆ และ ห้ามผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำยาฟอกขาว โดยเด็ดขาด หากต้องการใช้เบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู ควรใช้คนละขั้นตอน ไม่ต้องผสมรวมกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

