โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง 5 โรคที่ต้องระวัง พร้อมวิธีดูแลสุนัขและแมว

เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน นอกจากอากาศจะชื้นและมีฝนตกบ่อยขึ้นแล้ว เจ้าของสุนัขและแมวก็ต้องเพิ่มความใส่ใจเรื่องสุขภาพของสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะน้ำขัง ดินโคลน ความชื้น รวมถึงเห็บและปรสิตต่าง ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบางชนิด
โดยเฉพาะ โรคฉี่หนู ที่สามารถแพร่ผ่านน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ และยังเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้
มาดูกันว่า โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง ที่ควรระวังมีอะไรบ้าง และเจ้าของควรดูแลอย่างไร
1. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Leptospira ซึ่งสามารถแพร่ผ่านปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ โดยเชื้ออาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดิน หรือพื้นที่เปียกชื้นได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
ช่วงที่มีฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือน้ำขัง สัตว์เลี้ยงที่ออกนอกบ้านและสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสุนัข
อาการที่ควรสังเกต
- มีไข้ ซึม ไม่ร่าเริง
- เบื่ออาหาร
- อาเจียน
- ปัสสาวะเปลี่ยนแปลงหรือน้อยลง
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ในรายที่รุนแรงอาจเกิดความเสียหายต่อไตหรือตับ
โรคนี้อาจรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ จึงควรพาสัตว์เลี้ยงพบสัตวแพทย์ทันทีหากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ
ป้องกันอย่างไร
- ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำขังหรือน้ำจากแหล่งที่ไม่สะอาด
- หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมและดินโคลนที่อาจปนเปื้อน
- ควบคุมหนูและสัตว์พาหะภายในบ้าน
- ปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูตามความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยง
2. โรคจากเห็บ เช่น Ehrlichiosis และ Anaplasmosis
โรคที่คนทั่วไปเรียกว่า พยาธิเม็ดเลือด หลายชนิดเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านเห็บ โดยเฉพาะในสุนัข เห็บจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ้าของควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
อาการที่อาจพบ
- มีไข้
- ซึม เบื่ออาหาร
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- เดินกะเผลกหรือไม่อยากเดิน
- เกล็ดเลือดต่ำและมีเลือดออกง่าย
- อาจพบเลือดกำเดาไหลหรือจุดเลือดออกตามผิวหนังในบางราย
หากปล่อยให้โรคบางชนิดเรื้อรัง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้
ป้องกันอย่างไร
- ตรวจดูตัวและผิวหนังหลังพาออกนอกบ้าน
- ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
- ทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงพัก
- หากพบเห็บจำนวนมากหรือมีอาการผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์
หมายเหตุ: ไม่ควรซื้อยากำจัดเห็บหมัดมาใช้เองโดยไม่ตรวจสอบว่าเหมาะกับชนิด อายุ น้ำหนัก และสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงหรือไม่ โดยเฉพาะในแมว
3. ปัญหาผิวหนังและเชื้อรา
อากาศร้อนชื้นและการที่ขนหรือผิวหนังเปียกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น
หนึ่งในโรคที่ควรรู้จักคือ เชื้อราที่ผิวหนัง หรือ Ringworm (Dermatophytosis) ซึ่งอาจทำให้เกิดขนร่วงเป็นหย่อม ผิวหนังเป็นขุย สะเก็ด หรือมีอาการคัน และสามารถแพร่สู่คนได้
นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบางชนิดซึ่งสัมพันธ์กับการเปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยพบได้มากขึ้นในสภาพอากาศร้อนชื้น
วิธีดูแล
- เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งหลังเปียกฝน
- ใส่ใจบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และบริเวณที่อับชื้น
- ซักทำความสะอาดที่นอนและผ้าห่มเป็นประจำ
- หากพบขนร่วงเป็นวง ผิวหนังแดง มีสะเก็ด หรือคันผิดปกติ ควรพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัย
4. โรคระบบทางเดินหายใจ
สุนัขและแมวสามารถเป็นโรคระบบทางเดินหายใจจากเชื้อหลายชนิด ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย โดยความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการ “ตากฝน” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เจ้าของควรระวังคือการที่สัตว์เลี้ยงมีอาการผิดปกติหลังช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หรือมีการสัมผัสสัตว์ตัวอื่นจำนวนมาก
อาการที่ควรสังเกต
- ไอ
- จาม
- มีน้ำมูกหรือน้ำตา
- ซึม
- เบื่ออาหาร
- หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
หากมีอาการหอบ หายใจลำบาก ซึมมาก หรือไม่กินอาหาร ควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว
ส่วนการฉีดวัคซีนควรพิจารณาตามชนิดของสัตว์ อายุ ไลฟ์สไตล์ และความเสี่ยงของแต่ละตัว โดยแนวทาง WSAVA 2024 แนะนำให้สัตวแพทย์ประเมินวัคซีนหลักและวัคซีนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของสัตว์แต่ละตัว
5. ท้องเสียและอาเจียนจากอาหารหรือน้ำปนเปื้อน
ในช่วงฝนตกและน้ำท่วม พื้นที่รอบบ้านอาจมีน้ำสกปรก ดินโคลน หรือสิ่งปนเปื้อนมากขึ้น หากสัตว์เลี้ยงไปเลียพื้น ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หรือกินสิ่งของที่ปนเปื้อน ก็อาจเกิดปัญหาระบบทางเดินอาหารได้
อาการที่ควรสังเกต
- ถ่ายเหลว
- อาเจียน
- เบื่ออาหาร
- ซึม
- ปวดท้อง
หากอาเจียนหรือถ่ายเหลวหลายครั้ง มีเลือดปน ซึมมาก หรือไม่สามารถกินน้ำได้ ควรพบสัตวแพทย์ เพราะสัตว์เลี้ยงอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้
5 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงหน้าฝน
1. อย่าปล่อยให้ดื่มน้ำขัง
ควรเตรียมน้ำสะอาดไว้ให้ตลอด และป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำจากพื้น แอ่งน้ำ หรือพื้นที่น้ำท่วม
2. เปียกฝนเมื่อไร เช็ดให้แห้ง
หลังกลับเข้าบ้านควรเช็ดและเป่าขนให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเท้า ซอกนิ้ว และจุดที่อับชื้น
3. ป้องกันเห็บและปรสิตอย่างสม่ำเสมอ
เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับชนิดและน้ำหนักของสัตว์เลี้ยง และใช้ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
4. ดูแลความสะอาดของบ้านและที่นอน
ไม่ปล่อยให้ที่นอน กรง หรือพื้นที่พักมีความชื้นสะสม และควบคุมหนูภายในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงโรคฉี่หนู
5. เช็กวัคซีนและสุขภาพเป็นประจำ
วัคซีนไม่ได้เหมือนกันสำหรับสัตว์ทุกตัว ควรให้สัตวแพทย์ประเมินตามอายุ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความเสี่ยงในพื้นที่
อาการแบบไหนควรพาไปหาสัตวแพทย์?
อย่ารอดูอาการเองนาน หากสัตว์เลี้ยงมีอาการเหล่านี้
- ซึมผิดปกติหรือไม่กินอาหาร
- อาเจียนหรือท้องเสียต่อเนื่อง
- มีไข้
- หายใจลำบาก
- ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
- ปัสสาวะผิดปกติ
- มีเลือดออกหรือจุดเลือดออกตามตัว
- ขนร่วงหรือมีแผลที่ผิวหนังเป็นวง
- มีอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำขัง
โดยเฉพาะกรณีที่สงสัย โรคฉี่หนู ควรติดต่อสัตวแพทย์ทันที เพราะการรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
สรุป: หน้าฝนไม่ได้หมายความว่าสัตว์เลี้ยงจะต้องป่วยทุกครั้ง แต่เป็นช่วงที่เจ้าของควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่อง น้ำขัง เห็บ ปรสิต ความชื้น และความสะอาด
สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ ให้น้ำสะอาด ไม่ปล่อยให้ดื่มน้ำขัง เช็ดตัวให้แห้ง ป้องกันเห็บอย่างสม่ำเสมอ ดูแลที่พักให้สะอาดและแห้ง และตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
หากพบอาการผิดปกติ อย่ารอจนรุนแรง เพราะโรคบางชนิดสามารถลุกลามและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


