โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง 5 โรคที่ต้องระวัง พร้อมวิธีดูแลสุนัขและแมว

โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง 5 โรคที่ต้องระวัง พร้อมวิธีดูแลสุนัขและแมว

โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง 5 โรคที่ต้องระวัง พร้อมวิธีดูแลสุนัขและแมว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อเข้าสู่ ฤดูฝน นอกจากอากาศจะชื้นและมีฝนตกบ่อยขึ้นแล้ว เจ้าของสุนัขและแมวก็ต้องเพิ่มความใส่ใจเรื่องสุขภาพของสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะน้ำขัง ดินโคลน ความชื้น รวมถึงเห็บและปรสิตต่าง ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบางชนิด

โดยเฉพาะ โรคฉี่หนู ที่สามารถแพร่ผ่านน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ และยังเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้

มาดูกันว่า โรคหน้าฝนในสัตว์เลี้ยง ที่ควรระวังมีอะไรบ้าง และเจ้าของควรดูแลอย่างไร

1. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Leptospira ซึ่งสามารถแพร่ผ่านปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ โดยเชื้ออาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดิน หรือพื้นที่เปียกชื้นได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

ช่วงที่มีฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือน้ำขัง สัตว์เลี้ยงที่ออกนอกบ้านและสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสุนัข

อาการที่ควรสังเกต

  • มีไข้ ซึม ไม่ร่าเริง
  • เบื่ออาหาร
  • อาเจียน
  • ปัสสาวะเปลี่ยนแปลงหรือน้อยลง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ในรายที่รุนแรงอาจเกิดความเสียหายต่อไตหรือตับ

โรคนี้อาจรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ จึงควรพาสัตว์เลี้ยงพบสัตวแพทย์ทันทีหากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ

ป้องกันอย่างไร

  • ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำขังหรือน้ำจากแหล่งที่ไม่สะอาด
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมและดินโคลนที่อาจปนเปื้อน
  • ควบคุมหนูและสัตว์พาหะภายในบ้าน
  • ปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูตามความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยง

2. โรคจากเห็บ เช่น Ehrlichiosis และ Anaplasmosis

โรคที่คนทั่วไปเรียกว่า พยาธิเม็ดเลือด หลายชนิดเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านเห็บ โดยเฉพาะในสุนัข เห็บจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ้าของควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อาการที่อาจพบ

  • มีไข้
  • ซึม เบื่ออาหาร
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • เดินกะเผลกหรือไม่อยากเดิน
  • เกล็ดเลือดต่ำและมีเลือดออกง่าย
  • อาจพบเลือดกำเดาไหลหรือจุดเลือดออกตามผิวหนังในบางราย

หากปล่อยให้โรคบางชนิดเรื้อรัง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้

ป้องกันอย่างไร

  • ตรวจดูตัวและผิวหนังหลังพาออกนอกบ้าน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
  • ทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงพัก
  • หากพบเห็บจำนวนมากหรือมีอาการผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์

หมายเหตุ: ไม่ควรซื้อยากำจัดเห็บหมัดมาใช้เองโดยไม่ตรวจสอบว่าเหมาะกับชนิด อายุ น้ำหนัก และสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงหรือไม่ โดยเฉพาะในแมว

3. ปัญหาผิวหนังและเชื้อรา

อากาศร้อนชื้นและการที่ขนหรือผิวหนังเปียกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น

หนึ่งในโรคที่ควรรู้จักคือ เชื้อราที่ผิวหนัง หรือ Ringworm (Dermatophytosis) ซึ่งอาจทำให้เกิดขนร่วงเป็นหย่อม ผิวหนังเป็นขุย สะเก็ด หรือมีอาการคัน และสามารถแพร่สู่คนได้

นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบางชนิดซึ่งสัมพันธ์กับการเปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยพบได้มากขึ้นในสภาพอากาศร้อนชื้น

วิธีดูแล

  • เช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งหลังเปียกฝน
  • ใส่ใจบริเวณซอกนิ้ว อุ้งเท้า ใต้ท้อง และบริเวณที่อับชื้น
  • ซักทำความสะอาดที่นอนและผ้าห่มเป็นประจำ
  • หากพบขนร่วงเป็นวง ผิวหนังแดง มีสะเก็ด หรือคันผิดปกติ ควรพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัย

4. โรคระบบทางเดินหายใจ

สุนัขและแมวสามารถเป็นโรคระบบทางเดินหายใจจากเชื้อหลายชนิด ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย โดยความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการ “ตากฝน” เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เจ้าของควรระวังคือการที่สัตว์เลี้ยงมีอาการผิดปกติหลังช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หรือมีการสัมผัสสัตว์ตัวอื่นจำนวนมาก

อาการที่ควรสังเกต

  • ไอ
  • จาม
  • มีน้ำมูกหรือน้ำตา
  • ซึม
  • เบื่ออาหาร
  • หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก

หากมีอาการหอบ หายใจลำบาก ซึมมาก หรือไม่กินอาหาร ควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว

ส่วนการฉีดวัคซีนควรพิจารณาตามชนิดของสัตว์ อายุ ไลฟ์สไตล์ และความเสี่ยงของแต่ละตัว โดยแนวทาง WSAVA 2024 แนะนำให้สัตวแพทย์ประเมินวัคซีนหลักและวัคซีนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของสัตว์แต่ละตัว

5. ท้องเสียและอาเจียนจากอาหารหรือน้ำปนเปื้อน

ในช่วงฝนตกและน้ำท่วม พื้นที่รอบบ้านอาจมีน้ำสกปรก ดินโคลน หรือสิ่งปนเปื้อนมากขึ้น หากสัตว์เลี้ยงไปเลียพื้น ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หรือกินสิ่งของที่ปนเปื้อน ก็อาจเกิดปัญหาระบบทางเดินอาหารได้

อาการที่ควรสังเกต

  • ถ่ายเหลว
  • อาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • ซึม
  • ปวดท้อง

หากอาเจียนหรือถ่ายเหลวหลายครั้ง มีเลือดปน ซึมมาก หรือไม่สามารถกินน้ำได้ ควรพบสัตวแพทย์ เพราะสัตว์เลี้ยงอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้

5 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงหน้าฝน

1. อย่าปล่อยให้ดื่มน้ำขัง
ควรเตรียมน้ำสะอาดไว้ให้ตลอด และป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำจากพื้น แอ่งน้ำ หรือพื้นที่น้ำท่วม

2. เปียกฝนเมื่อไร เช็ดให้แห้ง
หลังกลับเข้าบ้านควรเช็ดและเป่าขนให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเท้า ซอกนิ้ว และจุดที่อับชื้น

3. ป้องกันเห็บและปรสิตอย่างสม่ำเสมอ
เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับชนิดและน้ำหนักของสัตว์เลี้ยง และใช้ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

4. ดูแลความสะอาดของบ้านและที่นอน
ไม่ปล่อยให้ที่นอน กรง หรือพื้นที่พักมีความชื้นสะสม และควบคุมหนูภายในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงโรคฉี่หนู

5. เช็กวัคซีนและสุขภาพเป็นประจำ
วัคซีนไม่ได้เหมือนกันสำหรับสัตว์ทุกตัว ควรให้สัตวแพทย์ประเมินตามอายุ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และความเสี่ยงในพื้นที่

อาการแบบไหนควรพาไปหาสัตวแพทย์?

อย่ารอดูอาการเองนาน หากสัตว์เลี้ยงมีอาการเหล่านี้

  • ซึมผิดปกติหรือไม่กินอาหาร
  • อาเจียนหรือท้องเสียต่อเนื่อง
  • มีไข้
  • หายใจลำบาก
  • ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
  • ปัสสาวะผิดปกติ
  • มีเลือดออกหรือจุดเลือดออกตามตัว
  • ขนร่วงหรือมีแผลที่ผิวหนังเป็นวง
  • มีอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำขัง

โดยเฉพาะกรณีที่สงสัย โรคฉี่หนู ควรติดต่อสัตวแพทย์ทันที เพราะการรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

สรุป: หน้าฝนไม่ได้หมายความว่าสัตว์เลี้ยงจะต้องป่วยทุกครั้ง แต่เป็นช่วงที่เจ้าของควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่อง น้ำขัง เห็บ ปรสิต ความชื้น และความสะอาด

สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ ให้น้ำสะอาด ไม่ปล่อยให้ดื่มน้ำขัง เช็ดตัวให้แห้ง ป้องกันเห็บอย่างสม่ำเสมอ ดูแลที่พักให้สะอาดและแห้ง และตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

หากพบอาการผิดปกติ อย่ารอจนรุนแรง เพราะโรคบางชนิดสามารถลุกลามและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล