เทียบประโยชน์ เมล็ดเจีย vs ข้าวโอ๊ต อะไรดีต่อสุขภาพลำไส้มากกว่ากัน

เทียบประโยชน์ เมล็ดเจีย vs ข้าวโอ๊ต อะไรดีต่อสุขภาพลำไส้มากกว่ากัน

เทียบประโยชน์ เมล็ดเจีย vs ข้าวโอ๊ต อะไรดีต่อสุขภาพลำไส้มากกว่ากัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปรียบเทียบประโยชน์ เมล็ดเจีย vs ข้าวโอ๊ต อะไรดีต่อสุขภาพลำไส้ ย่อยง่ายถ่ายคล่องมากกว่ากัน?

ทั้งเมล็ดเจียและข้าวโอ๊ตต่างขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ด้วยกันทั้งคู่ และมีเหตุผลรองรับที่ดีมาก เพราะอาหารทั้งสองชนิดอุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารอาหารต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหารและเป็นอาหารให้แก่จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ของคุณ แต่ถ้าคุณกำลังยืนอยู่ในครัวแล้วสงสัยว่าควรเลือกอย่างไหนมาใส่ในชามอาหารเช้า คุณอาจอยากรู้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แต่ละอย่างมีจุดเด่นอย่างไร

คำตอบแบบสั้น ๆ คือ ทั้งสองชนิดเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม แต่คำตอบที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่กลไกการทำงาน งานวิจัยที่ค้นพบ และความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มาเจาะลึกกันว่าอาหารแต่ละชนิดส่งผลดีต่อลำไส้อย่างไร และมีชนิดใดที่โดดเด่นกว่าหรือไม่

เมล็ดเจียส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างไร

“เมล็ดเจียให้ไฟเบอร์ในปริมาณที่สูงมากต่อการตักเพียงหนึ่งช้อน ทำให้เป็นวิธีง่าย ๆ ในการเติมเต็มปริมาณไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการ” อแมนดา ซอเซดา (Amanda Sauceda, M.S., RDN) นักกำหนดอาหารวิชาชีพกล่าว เมล็ดเจียเพียง 2 ช้อนโต๊ะ ให้ไฟเบอร์สูงถึงประมาณ 10 กรัม ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สำคัญอย่างมากต่อความต้องการไฟเบอร์ 25 ถึง 38 กรัมต่อวันของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดยไฟเบอร์นี้ประกอบด้วยทั้งชนิดละลายน้ำได้และไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยดูแลลำไส้ได้หลากหลายรูปแบบ

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเมล็ดเจียคือ เมือกวุ้น (Gel-forming mucilage) เมื่อเมล็ดเจียโดนน้ำจะดูดซับน้ำและพองตัวเป็นเจลเหนียวข้น ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้นี้จะช่วยเพิ่มมวลอุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านระบบทางเดินอาหารได้ราบรื่นขึ้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ ส่วนไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำจะผ่านระบบย่อยอาหารไปโดยแทบไม่ถูกย่อยและช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำยังทำหน้าที่เป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสภาวะลำไส้ที่แข็งแรง

นอกจากไฟเบอร์แล้ว เมล็ดเจียยังเป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า 3 จากพืชอย่างกรดอัลฟา-ไลโนเลนิก (ALA) รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอล เช่น กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acid), กรดคาเฟอิก (Caffeic acid), เควอซิทิน (Quercetin) และแคมป์เฟอรอล (Kaempferol) สารพฤกษเคมีเหล่านี้ช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative stress) และงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าสารพฤกษเคมีรวมถึงผลผลิตจากการย่อยสารเหล่านี้อาจช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และยับยั้งจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ในลำไส้

อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตามความเป็นจริง บทวิเคราะห์สังเคราะห์ผลงานวิจัย (Umbrella review) เกี่ยวกับเมล็ดเจียเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า ประโยชน์หลายด้านที่ทำการศึกษา เช่น ผลต่อความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล มีระดับปานกลางและมีความแน่นอนของหลักฐานอยู่ในเกณฑ์ต่ำถึงปานกลาง งานวิจัยเฉพาะทางด้านสุขภาพลำไส้ของเมล็ดเจียส่วนใหญ่ยังคงมาจากการทดลองในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองมากกว่าการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ในมนุษย์ ดังนั้น ประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารจึงถือว่ามีแนวโน้มที่ดีมากแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดอย่างสมบูรณ์

ข้าวโอ๊ตส่งผลต่อสุขภาพลำไส้อย่างไร

ข้าวโอ๊ตมีสารสำคัญที่โดดเด่นเฉพาะตัวคือ เบต้า-กลูแคน (Beta-glucan) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก เบต้า-กลูแคนจัดเป็น พรีไบโอติก (Prebiotic) ซึ่งหมายความว่าจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเฉพาะเจาะจงและส่งผลดีต่อสุขภาพ “นอกจากนี้ เบต้า-กลูแคนยังเชื่อมโยงกับการช่วยปรับปรุงระดับคอเลสเตอรอล ทำให้ดีต่อสุขภาพหัวใจอีกด้วย” ซอเซดากล่าวเสริม

เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ย่อยหมักเบต้า-กลูแคน จะผลิต กรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acids: SCFAs) เช่น แอซีเตต (Acetate), โพรพิโอเนต (Propionate) และบิวทิเรต (Butyrate) สารเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบิวทิเรตทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ อีกทั้งกรดไขมันสายสั้นยังช่วยลดการอักเสบและเสริมความแข็งแรงของผนังเยื่อบุลำไส้ นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังมีสารประกอบฟีนอลิกเฉพาะตัวที่เรียกว่า เอเวแนนทราไมด์ (Avenanthramides) รวมถึงวิตามินอีและแพลนต์สเตอรอล (Plant sterols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

งานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโอ๊ตและจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสม่ำเสมอและชัดเจนอย่างยิ่ง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic review) พบว่า การบริโภคข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium ทั้งในกลุ่มคนสุขภาพดีและผู้ป่วยโรคเซลิแอค (Celiac disease) งานวิจัยเดียวกันยังรายงานว่า การรับประทานข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มความเข้มข้นของกรดไขมันสายสั้นและช่วยให้การซึมผ่านของผนังลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การทดลองในห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งพบว่า เบต้า-กลูแคนจากรำข้าวโอ๊ตช่วยเสริมความสมบูรณ์ของผนังลำไส้ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจช่วยเสริมสร้างรอยต่อระหว่างเซลล์เยื่อบุลำไส้ให้แข็งแรงขึ้นได้

ทำไมผลลัพธ์ต่อสุขภาพลำไส้จึงถือว่า "เสมอกัน"

หากคุณกำลังมองหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครแพ้ชนะ “ทั้งเมล็ดเจียและข้าวโอ๊ตต่างมอบคุณประโยชน์เฉพาะตัว ดังนั้น ควรรับประทานร่วมกันทั้งคู่!” วิทนีย์ สจวร์ต (Whitney Stuart, M.S., RDN) นักกำหนดอาหารวิชาชีพแนะนำ

อาหารทั้งสองชนิดให้ประโยชน์ต่อลำไส้อย่างมีนัยสำคัญ แต่โดดเด่นกันคนละด้าน:

  • เมล็ดเจีย: โดดเด่นด้วยความหนาแน่นของไฟเบอร์ที่สูงมากในปริมาณการกินเพียงเล็กน้อย พร้อมคุณสมบัติการสร้างเจลที่ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระและช่วยเรื่องความสม่ำเสมอในการขับถ่าย

  • ข้าวโอ๊ต: มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างหนักแน่นมากกว่าในเรื่องเบต้า-กลูแคน โดยเฉพาะการเป็นอาหารให้แบคทีเรียชนิดดีและการกระตุ้นการผลิตกรดไขมันสายสั้นอย่างบิวทิเรต

“ในทางปฏิบัติ ตัวเลือกที่ดีกว่าอาจขึ้นอยู่กับว่าลำไส้และความชอบของคุณตอบสนองต่อสิ่งใดได้ดีที่สุด” เจมี ลี แมคอินไทร์ (Jamie Lee McIntyre, M.S., RDN) กล่าว หากคุณต้องการเพิ่มไฟเบอร์ในปริมาณอาหารน้อย ๆ เมล็ดเจียเป็นตัวเลือกที่ผสมง่ายในโยเกิร์ต สมูทตี้ หรือโอเวอร์ไนท์โอ๊ต แต่หากคุณต้องการอาหารหลักที่ดีต่อลำไส้และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน ข้าวโอ๊ตก็มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือที่สูงมาก

อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความหลากหลายของอาหารคือสิ่งสำคัญ การรับประทานทั้งสองชนิดร่วมกันจะช่วยให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์และสารพฤกษเคมีที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมสุขภาพลำไส้โดยรวมที่ดีที่สุด

เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดี

เมล็ดเจียและข้าวโอ๊ตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมด พฤติกรรมการใช้ชีวิต ระดับความเครียด และการเลือกทานอาหารล้วนส่งผลต่อสุขภาพลำไส้ของคุณ สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ได้แนะนำพฤติกรรมที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้:

  • ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณไฟเบอร์: เน้นความหลากหลายจากผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเปลือกแข็ง โดยค่อย ๆ เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ทีละน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแน่นท้องและท้องอืด สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องผูก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ค่อย ๆ ปรับปริมาณไฟเบอร์ให้ได้ประมาณ 20 ถึง 30 กรัมต่อวัน โดยแบ่งกระจายเป็นมื้อย่อย ๆ ในปริมาณน้อย

  • จัดการกับความเครียด: ความเครียดอาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ยากขึ้น ดังนั้น การฝึกผ่อนคลาย เช่น การฝึกหายใจ การเจริญสติ และการออกกำลังกาย จะช่วยสนับสนุนการทำงานของลำไส้ได้

  • พิจารณาการใช้อาหารเสริมโพรไบโอติก: มีหลักฐานบางส่วนชี้ว่าโพรไบโอติกอาจช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงจากการใช้ยาปฏิชีวนะและอาการของโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ได้ แต่นักวิจัยยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าสายพันธุ์ใดเหมาะกับใคร ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน

  • จำกัดอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods): งานวิจัยระยะแรกพบว่า สารปรุงแต่งบางชนิดที่เรียกว่าสารก่ออิมัลชัน (Emulsifiers) ซึ่งมักพบในอาหารแปรรูป อาจส่งผลเสียต่อแบคทีเรียในลำไส้ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่สมดุลและลดอาหารแปรรูปจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล