"กะทิ" เป็นไขมันดีหรือไขมันร้าย? กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและได้ประโยชน์สูงสุด

"กะทิ" เป็นไขมันดีหรือไขมันร้าย? กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและได้ประโยชน์สูงสุด

"กะทิ" เป็นไขมันดีหรือไขมันร้าย? กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและได้ประโยชน์สูงสุด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กะทิ ได้จากการคั้นเนื้อมะพร้าวแก่สีขาวนวลผสมกับน้ำ จนได้ของเหลวเข้มข้นรสชาติหอมมัน เอกลักษณ์ความอร่อยที่ขาดไม่ได้ในเมนูอาหารไทยและอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงวัฒนธรรมอาหารระดับโลกอย่างฮาวาย อินเดีย ละตินอเมริกา และแคริบเบียน

สรุปสั้นๆ: กะทิเป็นไขมันดีหรือไขมันไม่ดี?

  • เป็นไขมันอิ่มตัวกลุ่มพิเศษ: กะทิมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ส่วนใหญ่คือ ไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ปานกลาง (MCTs) ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากไขมันอิ่มตัวทั่วไปในเนื้อสัตว์

  • ดาบสองคม: แม้จะมีกรดไขมันที่ดีและแร่ธาตุสูง แต่ก็ให้ พลังงานและไขมันรวมสูงมาก หากบริโภคเกินความจำเป็น ย่อมส่งผลเสียต่อระดับไขมันในเลือดและน้ำหนักตัวได้เช่นกัน

ข้อมูลทางโภชนาการ (ต่อ 1 ถ้วย / 240 กรัม)

แคลอรี่ราว 93% ของกะทิมาจากไขมัน แต่ก็อัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ดังนี้:

  • แคลอรี่: 552 kcal

  • ไขมัน: 57 กรัม

  • คาร์โบไฮเดรต: 13 กรัม

  • ไฟเบอร์: 5 กรัม

  • โปรตีน: 5 กรัม

วิตามินและแร่ธาตุเด่น (เทียบกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน - RDI)

  • แมงกานีส: 110% (ช่วยเรื่องกระดูกและการเผาผลาญ)

  • ทองแดง: 32%

  • เหล็ก & แมกนีเซียม: 22%

  • ซีลีเนียม: 21%

  • โพแทสเซียม: 18%

  • วิตามินซี: 11%

  • โฟเลต: 10%

เจาะลึกไขมันในกะทิ: ช่วยลดน้ำหนักจริงไหม?

กะทิมีส่วนประกอบของกรดไขมันที่น่าสนใจต่อระบบเผาผลาญ ได้แก่:

  1. กรดลอริก (Lauric Acid): ครองสัดส่วนประมาณ 50% ของกรดไขมันทั้งหมด ทำหน้าที่กึ่งกลางระหว่างกรดไขมันสายโซ่กลางและสายโซ่ยาว มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคและช่วยบำรุงภูมิคุ้มกัน

  2. MCTs แท้ๆ (Capric & Caprylic Acid): คิดเป็นราว 12% ซึ่งแตกต่างจากไขมันทั่วไป เพราะร่างกายจะดูดซึมจากลำไส้ตรงไปที่ตับเพื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานหรือคีโตนทันที จึงมีโอกาสสะสมเป็นไขมันใต้ผิวหนังน้อยกว่า

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล