ปวยเล้ง กินทุกวันดีไหม? รู้ทั้งประโยชน์ โทษ และวิธีกินให้ได้สารอาหารเต็มๆ

หลายคนเรียก "ปวยเล้ง" ว่า "ผักโขม" จนเข้าใจว่าเป็นผักชนิดเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ปวยเล้ง (Spinach) และ ผักโขม (Amaranth) เป็นคนละชนิด แม้จะเป็นผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุเหมือนกัน
ปวยเล้งเป็นผักที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะให้พลังงานต่ำ แต่อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ
ปวยเล้งมีประโยชน์อะไร?
1. บำรุงสายตา
ปวยเล้งมีลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งช่วยปกป้องจอประสาทตา และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น
2. ดีต่อกระดูก
วิตามินเคในปวยเล้งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมวลกระดูก ขณะที่แคลเซียมและแมกนีเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
3. ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
วิตามินเอและวิตามินซีมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ตามปกติ และช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ
4. ดีต่อหัวใจ
ปวยเล้งมีโพแทสเซียม ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของความดันโลหิต และมีไนเตรตตามธรรมชาติที่อาจช่วยให้หลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น
5. มีโฟเลตสูง
โฟเลตมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การแบ่งตัวของเซลล์ และมีความจำเป็นต่อหญิงตั้งครรภ์ในการช่วยลดความเสี่ยงความผิดปกติของท่อประสาทของทารก
6. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
สารประกอบหลายชนิดในปวยเล้ง เช่น เบต้าแคโรทีน ลูทีน และฟลาโวนอยด์ อาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่สมดุล
ปวยเล้งกินดิบได้ไหม?
กินได้ แต่ควรล้างให้สะอาด
อย่างไรก็ตาม ปวยเล้งมีสารออกซาเลต (Oxalate) ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจลดการดูดซึมแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไตในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
การลวกในน้ำเดือดก่อนนำไปปรุงอาหารสามารถช่วยลดปริมาณออกซาเลตได้ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานปวยเล้งเป็นประจำ
ปวยเล้งกินทุกวันได้ไหม?
คำตอบคือ กินได้ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานร่วมกับผักหลากหลายชนิด ไม่จำเป็นต้องกินปวยเล้งทุกมื้อหรือทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน
ปวยเล้งเป็นผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นผักที่เหมาะสำหรับการรับประทานเป็นประจำเพื่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ปวยเล้งมี สารออกซาเลต (Oxalate) ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจับกับแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หากรับประทานในปริมาณมากเป็นประจำ
กินปวยเล้งอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?
- ลวกก่อนปรุงอาหารเพื่อลดออกซาเลต
- รับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี มะเขือเทศ หรือพริกหวาน เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
- ไม่ควรปรุงสุกนานเกินไป เพราะอาจทำให้วิตามินซีสูญเสียได้
- รับประทานสลับกับผักใบเขียวชนิดอื่น เพื่อให้ได้รับสารอาหารหลากหลาย
ปวยเล้งต่างจากผักโขมอย่างไร?
| ปวยเล้ง | ผักโขม |
|---|---|
| ชื่ออังกฤษ Spinach | ชื่ออังกฤษ Amaranth |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ Spinacia oleracea | ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus spp. |
| ใบหนา นุ่ม สีเขียวเข้ม | ใบบางกว่า มีทั้งสีเขียวและสีแดง |
| นิยมทำสลัด ซุป ผัด หรืออบชีส | นิยมแกง ผัด หรือลวกกินกับน้ำพริก |
| มีลูทีน วิตามินเค และโฟเลตสูง | มีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และใยอาหารสูง |
ปวยเล้งเป็นผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต ธาตุเหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งสายตา กระดูก หัวใจ และภูมิคุ้มกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไต โรคไต หรือใช้ยาวาร์ฟาริน ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และการลวกก่อนปรุงอาหารจะช่วยลดปริมาณออกซาเลต ทำให้ได้รับประโยชน์จากปวยเล้งได้มากขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


