ประโยชน์ "น้ำมะพร้าว" กินติดต่อกัน 30 วัน เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย ใครบ้างไม่ควรกิน

ประโยชน์ "น้ำมะพร้าว" กินติดต่อกัน 30 วัน เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย ใครบ้างไม่ควรกิน

ประโยชน์ "น้ำมะพร้าว" กินติดต่อกัน 30 วัน เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย ใครบ้างไม่ควรกิน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"กินน้ำมะพร้าว" ติดต่อกัน 1 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม

ในยุคที่กระแสรักสุขภาพมาแรง "น้ำมะพร้าว" ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ" ที่บริสุทธิ์ที่สุดชนิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่รสชาติหอมหวานที่ช่วยดับกระหาย แต่ภายใต้น้ำใสๆ นั้นอัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยหรือไม่ว่า หากเราลองตั้งเป้าหมายดื่มน้ำมะพร้าวสด เป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องนาน 1 เดือน ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง? นี่คือ 10 สิ่งมหัศจรรย์ที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพของคุณ

10 การเปลี่ยนแปลงเมื่อดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ

1. บูสต์พลังงานและฟื้นฟูร่างกายแบบเร่งด่วน น้ำมะพร้าวคือแหล่งพลังงานชั้นดีสำหรับผู้ที่อ่อนเพลียหรือหลังการออกกำลังกาย เพราะอุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติในปริมาณที่สูงกว่าและมีโซเดียมน้อยกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่สังเคราะห์หลายชนิด ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ป้องกันตะคริว และเติมความสดชื่นให้ร่างกายตื่นตัวได้ทันที

2. ตัวช่วยทางอ้อมในการลดน้ำหนัก แม้จะไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่การดื่มน้ำมะพร้าวช่วยให้การคุมน้ำหนักง่ายขึ้น เพราะมีแคลอรีต่ำ (ประมาณ 40-48 กิโลแคลอรีต่อแก้ว) ไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล การเลือกดื่มน้ำมะพร้าวแทนน้ำอัดลม ชานม หรือน้ำหวาน จะช่วยตัดทอนพลังงานส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกจากร่างกายได้อย่างมหาศาล

3. สมดุลน้ำตาลในเลือดดีขึ้น สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องระดับน้ำตาล การดื่มน้ำมะพร้าวแท้ (ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม) อาจมีส่วนช่วยได้ เนื่องจากมีธาตุแมงกานีสและแมกนีเซียมสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความไวของอินซูลิน ทำให้ร่างกายจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณที่เหมาะสม

4. เกราะป้องกันสุขภาพหัวใจ โพแทสเซียมในน้ำมะพร้าวทำหน้าที่เสมือนผู้พิทักษ์หัวใจ งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การได้รับโพแทสเซียมที่เพียงพอจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว

5. ควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว โพแทสเซียมมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งโซเดียมคือตัวการหลักของความดันโลหิตสูง การดื่มน้ำมะพร้าวจึงช่วยคลายตัวของหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นและลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

6. ระบบย่อยอาหารทำงานราบรื่น หากคุณมักมีอาการท้องอืด หรือกรดไหลย้อน น้ำมะพร้าวช่วยคุณได้ เพราะมีเอนไซม์ชีวภาพและแร่ธาตุที่ช่วยย่อยอาหาร ลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ให้ขับถ่ายได้เป็นปกติ

7. ดีท็อกซ์ผิวพรรณเปล่งปลั่งจากภายใน ความชุ่มชื้นคือหัวใจของผิวสวย น้ำมะพร้าวช่วยเติมน้ำให้เซลล์ผิวได้ดีเยี่ยม พร้อมทั้งมีสารไซโตไคนิน (Cytokinins) และวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูสดใสและเปล่งปลั่งขึ้นเมื่อดื่มต่อเนื่อง

8. ลดความเสี่ยงนิ่วในไต การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นกฎเหล็กของการป้องกันนิ่ว แต่การดื่มน้ำมะพร้าวอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในบางแง่มุม เพราะมีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะและยับยั้งการจับตัวของผลึกแคลเซียมและออกซาเลต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของก้อนนิ่วในไต

9. ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ด้วยคุณสมบัติในการขับปัสสาวะตามธรรมชาติ (Diuretic Effect) น้ำมะพร้าวจะช่วยเร่งการขับสารพิษและแบคทีเรียที่ตกค้างในทางเดินปัสสาวะออกมา ทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อและบรรเทาอาการขัดเบาได้

10. บำบัดความเครียดและลดความล้า กลิ่นหอมอ่อนๆ และรสชาติที่สดชื่นของมะพร้าว มีผลทางจิตวิทยาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ประกอบกับแร่ธาตุวิตามินบีที่ช่วยบำรุงระบบประสาท ทำให้การดื่มน้ำมะพร้าวในช่วงบ่ายที่วุ่นวาย ช่วยลดความตึงเครียดของสมองและร่างกายได้เป็นอย่างดี

ข้อควรระวังเมื่อ "กินมะพร้าว" มากเกินไป

แม้จะเป็นสุดยอดอาหาร แต่ความพอดีคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณรับประทานทั้ง "น้ำ" และ "เนื้อมะพร้าว" หรือผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ดังนี้

1. ระวังไขมันแฝงใน "เนื้อและกะทิ" ต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมะพร้าวกับเนื้อมะพร้าว ในขณะที่น้ำมะพร้าวไม่มีไขมัน แต่ "เนื้อมะพร้าว กะทิ หรือน้ำมันมะพร้าว" นั้นอุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวสูง หากรับประทานเพลินจนเกินปริมาณที่เหมาะสม อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

2. ภาวะโพแทสเซียมเกิน (Hyperkalemia) สำหรับคนทั่วไป โพแทสเซียมคือฮีโร่ แต่สำหรับ "ผู้ป่วยโรคไตเสื่อม" นี่คือสิ่งที่ต้องระวังสูงสุด หากดื่มน้ำมะพร้าวมากเกินไป ไตจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกได้ทัน ส่งผลให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งอันตรายถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ คลื่นไส้ หรือหมดสติได้

3. ภาวะร่างกายเย็นเกินไป (ตามหลักแพทย์แผนไทย/จีน) มะพร้าวถือเป็นผลไม้ที่มี "ฤทธิ์เย็น" การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะช่วยดับร้อนได้ดี แต่หากดื่มมากเกินไปในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ หรือดื่มในช่วงที่มีประจำเดือนสำหรับผู้หญิงบางท่าน อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุล อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดช้าลง หรือเกิดอาการปวดท้องและตะคริวได้ง่ายขึ้น

4. ปัญหาระบบขับถ่ายจากกากใย เนื้อมะพร้าวมีกากใยอาหาร (Fiber) สูงมาก แม้ไฟเบอร์จะดีต่อการขับถ่าย แต่หากรับประทานเนื้อมะพร้าวในปริมาณมหาศาลโดยดื่มน้ำตามไม่เพียงพอ อาจเกิดผลตรงกันข้าม คือทำให้เกิดก้อนกากใยอุดตัน ส่งผลให้ท้องผูก แน่นท้อง หรือลำไส้แปรปรวนได้

การดื่มน้ำมะพร้าววันละ 1 แก้ว (ประมาณ 200-250 มิลลิลิตร) ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์ทางสุขภาพอย่างเต็มที่ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไตและเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของคุณ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล