ปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? รู้จักประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่หลายคนอาจไม่รู้

รู้จักปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? ทำเมนูอะไรอร่อย เปิดประโยชน์ดีๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้
เวลาไปเดินตลาดสดหรือสั่งอาหารทะเล เคยยืนงงหน้าแผงไหมครับว่า "ปลาหมึก" ที่วางเรียงรายกันอยู่มันเรียกว่าอะไรบ้าง? ทำไมหน้าตาคล้ายกันแต่ราคาต่างกันลิบลับ แล้วถ้าอยากทำเมนูนี้ต้องใช้หมึกชนิดไหนถึงจะอร่อยที่สุด วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก 5 สายพันธุ์หมึกยอดนิยมในไทย ให้คุณเลือกซื้อได้แบบเซียน
1. หมึกกล้วย
เป็นหมึกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ลำตัวยาวเรียวคล้ายผลกล้วยหรือทรงกระบอก ผิวสีออกแดงอมม่วง จุดสังเกตสำคัญคือ "ครีบ" เป็นรูปสามเหลี่ยมหรือหัวลูกศรอยู่ที่ส่วนท้ายของลำตัว ไม่มีกระดองแข็ง มีเพียงแผ่นใสๆ บางๆ อยู่ข้างใน
- รสสัมผัส: เนื้อนุ่ม ไม่เหนียวมาก เคี้ยวง่าย
- เมนูแนะนำ: เหมาะกับเมนูต้มจืดหมึกยัดไส้, ผัดกะเพรา ข้อดีคือโดนความร้อนนาน เนื้อก็ไม่เหนียว

2. หมึกหอม
หลายคนมักจำสลับกับหมึกกล้วย แต่หมึกหอมถือเป็น "ตัวท็อป" ที่ราคาสูงกว่า จุดสังเกตคือลำตัวทรงกระบอกแต่จะป้อมและกว้างกว่าหมึกกล้วย และทีเด็ดคือ "ครีบ" จะยาวขนานไปกับลำตัวทั้งสองข้าง ผิวสวย เนื้อใส
- รสสัมผัส: เนื้อหนา กรอบ และมีรสหวานตามธรรมชาติมากที่สุดในบรรดาหมึก
- เมนูแนะนำ: ย่าง ลวกจิ้ม หรือนึ่งมะนาว เพราะเนื้อหวานอร่อยในตัวอยู่แล้ว
หมึกหอม
3. หมึกกระดอง (Cuttlefish)
จำง่ายที่สุดเพราะรูปร่างอ้วนกลม แบน และป้อมสั้น เหมือนลูกรักบี้ กลางหลังมีลายเป็นริ้วๆ จุดตายคือภายในตัวมี "กระดองแข็ง" (ลิ้นทะเล) สีขาวขุ่นเป็นแผ่นหนาอยู่ด้านหลัง ทำให้เนื้อมีความหนาและแน่นมาก
- รสสัมผัส: เนื้อหนา กรอบ เด้งสู้ฟัน แต่ความหวานอาจน้อยกว่าหมึกหอม
- เมนูแนะนำ: ย่าง ลวก ผัด (เมนูที่ระยะเวลาปรุงไม่นาน)
หมึกกระดอง
4. หมึกสาย (Octopus)
หรือที่บางคนเรียกว่าหมึกยักษ์ (แต่ไซซ์ในตลาดมักตัวเล็ก) หน้าตาต่างจากเพื่อนฝูงชัดเจน คือมีส่วนหัวที่กลมป๊อกเหมือนลูกโป่ง และมี "หนวด 8 เส้น" ที่ยาวและใหญ่กว่าลำตัวมาก ไม่มีครีบ
- รสสัมผัส: เนื้อมีความเหนียวหนึบ กรุบกรอบมากที่สุด ต้องใช้เวลาเคี้ยว
- เมนูแนะนำ: ย่าง ผัด ลวกใส่ยำ หรือ นำไปทำทาโกยากิ ไม่ควรทำสุกเกินไปเนื้อจะเหนียว บางที่กินแบบซาซิมิ
หมึกสาย
5. หมึกกระตอย (Baby Squid)
จริงๆ แล้วหมึกกระตอยไม่ใช่สายพันธุ์แยกเฉพาะ แต่ส่วนใหญ่คือ "หมึกกล้วย" ที่ยังโตไม่เต็มวัย ทำให้มีขนาดเล็กจิ๋วทั้งตัว (ขนาดประมาณนิ้วโป้ง) มักนิยมขายแบบสดๆ หรือนำไปตากแห้ง
- รสสัมผัส: เนื้อนุ่มทานง่าย มักกินทั้งตัวรวมพุงและไข่
- เมนูแนะนำ: หมึกกระตอยต้มน้ำดำ (ต้มหวาน), ทอดกินได้ทั้งตัว, หรือนำไปตากแห้งทอดแกล้มข้าวต้ม
หมึกกระตอย
ประโยชน์ของ "ปลาหมึก"
ภายใต้รสชาติความอร่อย ปลาหมึกอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้:
- ต้านมะเร็งและเนื้องอก: อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- แคลอรีต่ำ: ปลาหมึก 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 75-85 กิโลแคลอรี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโปรตีนโดยไม่เพิ่มแคลอรี (ถ้านำไปนึ่งหรือลวก)
- รักษาสมดุลโซเดียม: มีปริมาณโซเดียมที่เหมาะสม ช่วยรักษาสมดุลของเหลวและความดันโลหิต
- บำรุงหัวใจ: มีโพแทสเซียมและวิตามิน E ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
- โปรตีนสูง: ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และกระดูก
- บำรุงกระดูกและฟัน: มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยกระตุ้นแคลเซียมให้กระดูกและฟันแข็งแรง
- ไร้แป้ง (Low Carb): แทบไม่มีคาร์โบไฮเดรต เหมาะสำหรับผู้ที่ทานอาหารแบบ Low-Carb หรือคีโตเจนิค
- อุดมด้วยวิตามิน B12 และ B6: บำรุงเลือดและระบบประสาท ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
- ลดความเสี่ยงไมเกรน: วิตามิน B2 ในปลาหมึกมีส่วนช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้
- มีซีลีเนียม: ทำงานร่วมกับวิตามิน E ในการต้านอนุมูลอิสระและชะลอการเติบโตของเนื้องอก
- ต้านโลหิตจาง: มีธาตุทองแดง (Copper) ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
- เสริมภูมิคุ้มกัน: มีธาตุสังกะสี (Zinc) ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
- บำรุงสมองและจิตใจ: เป็นแหล่งของโดปามีน ช่วยเรื่องสมาธิ ความจำ และทำให้อารมณ์ดีขึ้น
- คุมระดับน้ำตาล: ไม่มีน้ำตาล และมีวิตามิน B3 ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
- ไขมันต่ำ: แม้จะมีคอเลสเตอรอล แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ไม่มากเท่าไขมันจากสัตว์บก
ไขข้อข้องใจ: ปลาหมึกมี "คอเลสเตอรอล" สูงจริงไหม?
เป็นเรื่องจริงที่ปลาหมึกมีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ ปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก
เมื่อเทียบกับอาหารทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง (ประมาณ 180 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) หรือปลา (ส่วนใหญ่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) จะเห็นได้ว่าหมึกมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงกว่าจริง
- หมึกกล้วย ประมาณ 260 มิลลิกรัม
- หมึกหอม ประมาณ 233 มิลลิกรัม
- หมึกสาย ประมาณ 160 มิลลิกรัม
- เครื่องในหมึก สูงมาก อาจเกิน 1,000 มิลลิกรัม
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคอเลสเตอรอลในตัวหมึก คือ "วิธีการปรุง" หากคุณนำปลาหมึกไปชุบแป้งทอดหรือย่างเนย ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์จะเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหัวใจ
สรุป: กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและปลอดภัย
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) แนะนำว่า หากคุณมีระดับคอเลสเตอรอลสูงหรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นประจำ แต่สำหรับคนทั่วไป สามารถทานปลาหมึกได้ในปริมาณที่พอเหมาะ
เคล็ดลับสำคัญคือ "เลี่ยงของทอด" เปลี่ยนมาใช้วิธี นึ่ง, ลวก, ย่าง (ไม่ทาเนย) หรือทำต้มยำแทน จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารดีๆ จากปลาหมึกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอบเอว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)