ปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? รู้จักประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่หลายคนอาจไม่รู้

ปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? รู้จักประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่หลายคนอาจไม่รู้

ปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? รู้จักประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่หลายคนอาจไม่รู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้จักปลาหมึก 5 สายพันธุ์ ต่างกันตรงไหน? ทำเมนูอะไรอร่อย เปิดประโยชน์ดีๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้  

เวลาไปเดินตลาดสดหรือสั่งอาหารทะเล เคยยืนงงหน้าแผงไหมครับว่า "ปลาหมึก" ที่วางเรียงรายกันอยู่มันเรียกว่าอะไรบ้าง? ทำไมหน้าตาคล้ายกันแต่ราคาต่างกันลิบลับ แล้วถ้าอยากทำเมนูนี้ต้องใช้หมึกชนิดไหนถึงจะอร่อยที่สุด วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก 5 สายพันธุ์หมึกยอดนิยมในไทย ให้คุณเลือกซื้อได้แบบเซียน

1. หมึกกล้วย

เป็นหมึกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ลำตัวยาวเรียวคล้ายผลกล้วยหรือทรงกระบอก ผิวสีออกแดงอมม่วง จุดสังเกตสำคัญคือ "ครีบ" เป็นรูปสามเหลี่ยมหรือหัวลูกศรอยู่ที่ส่วนท้ายของลำตัว ไม่มีกระดองแข็ง มีเพียงแผ่นใสๆ บางๆ อยู่ข้างใน

  • รสสัมผัส: เนื้อนุ่ม ไม่เหนียวมาก เคี้ยวง่าย
  • เมนูแนะนำ: เหมาะกับเมนูต้มจืดหมึกยัดไส้, ผัดกะเพรา ข้อดีคือโดนความร้อนนาน เนื้อก็ไม่เหนียว

2. หมึกหอม 

หลายคนมักจำสลับกับหมึกกล้วย แต่หมึกหอมถือเป็น "ตัวท็อป" ที่ราคาสูงกว่า จุดสังเกตคือลำตัวทรงกระบอกแต่จะป้อมและกว้างกว่าหมึกกล้วย และทีเด็ดคือ "ครีบ" จะยาวขนานไปกับลำตัวทั้งสองข้าง ผิวสวย เนื้อใส

  • รสสัมผัส: เนื้อหนา กรอบ และมีรสหวานตามธรรมชาติมากที่สุดในบรรดาหมึก
  • เมนูแนะนำ: ย่าง ลวกจิ้ม หรือนึ่งมะนาว เพราะเนื้อหวานอร่อยในตัวอยู่แล้ว

หมึกหอม

3. หมึกกระดอง (Cuttlefish) 

จำง่ายที่สุดเพราะรูปร่างอ้วนกลม แบน และป้อมสั้น เหมือนลูกรักบี้ กลางหลังมีลายเป็นริ้วๆ จุดตายคือภายในตัวมี "กระดองแข็ง" (ลิ้นทะเล) สีขาวขุ่นเป็นแผ่นหนาอยู่ด้านหลัง ทำให้เนื้อมีความหนาและแน่นมาก

  • รสสัมผัส: เนื้อหนา กรอบ เด้งสู้ฟัน แต่ความหวานอาจน้อยกว่าหมึกหอม
  • เมนูแนะนำ: ย่าง ลวก ผัด (เมนูที่ระยะเวลาปรุงไม่นาน)

หมึกกระดอง

4. หมึกสาย (Octopus)

หรือที่บางคนเรียกว่าหมึกยักษ์ (แต่ไซซ์ในตลาดมักตัวเล็ก) หน้าตาต่างจากเพื่อนฝูงชัดเจน คือมีส่วนหัวที่กลมป๊อกเหมือนลูกโป่ง และมี "หนวด 8 เส้น" ที่ยาวและใหญ่กว่าลำตัวมาก ไม่มีครีบ

  • รสสัมผัส: เนื้อมีความเหนียวหนึบ กรุบกรอบมากที่สุด ต้องใช้เวลาเคี้ยว
  • เมนูแนะนำ: ย่าง ผัด ลวกใส่ยำ หรือ นำไปทำทาโกยากิ ไม่ควรทำสุกเกินไปเนื้อจะเหนียว บางที่กินแบบซาซิมิ

หมึกสาย

5. หมึกกระตอย (Baby Squid)

จริงๆ แล้วหมึกกระตอยไม่ใช่สายพันธุ์แยกเฉพาะ แต่ส่วนใหญ่คือ "หมึกกล้วย" ที่ยังโตไม่เต็มวัย ทำให้มีขนาดเล็กจิ๋วทั้งตัว (ขนาดประมาณนิ้วโป้ง) มักนิยมขายแบบสดๆ หรือนำไปตากแห้ง

  • รสสัมผัส: เนื้อนุ่มทานง่าย มักกินทั้งตัวรวมพุงและไข่
  • เมนูแนะนำ: หมึกกระตอยต้มน้ำดำ (ต้มหวาน), ทอดกินได้ทั้งตัว, หรือนำไปตากแห้งทอดแกล้มข้าวต้ม

 หมึกกระตอย

ประโยชน์ของ "ปลาหมึก"

ภายใต้รสชาติความอร่อย ปลาหมึกอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ดังนี้:

  1. ต้านมะเร็งและเนื้องอก: อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  2. แคลอรีต่ำ: ปลาหมึก 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 75-85 กิโลแคลอรี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโปรตีนโดยไม่เพิ่มแคลอรี (ถ้านำไปนึ่งหรือลวก)
  3. รักษาสมดุลโซเดียม: มีปริมาณโซเดียมที่เหมาะสม ช่วยรักษาสมดุลของเหลวและความดันโลหิต
  4. บำรุงหัวใจ: มีโพแทสเซียมและวิตามิน E ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  5. โปรตีนสูง: ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และกระดูก
  6. บำรุงกระดูกและฟัน: มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยกระตุ้นแคลเซียมให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  7. ไร้แป้ง (Low Carb): แทบไม่มีคาร์โบไฮเดรต เหมาะสำหรับผู้ที่ทานอาหารแบบ Low-Carb หรือคีโตเจนิค
  8. อุดมด้วยวิตามิน B12 และ B6: บำรุงเลือดและระบบประสาท ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
  9. ลดความเสี่ยงไมเกรน: วิตามิน B2 ในปลาหมึกมีส่วนช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้
  10. มีซีลีเนียม: ทำงานร่วมกับวิตามิน E ในการต้านอนุมูลอิสระและชะลอการเติบโตของเนื้องอก
  11. ต้านโลหิตจาง: มีธาตุทองแดง (Copper) ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  12. เสริมภูมิคุ้มกัน: มีธาตุสังกะสี (Zinc) ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
  13. บำรุงสมองและจิตใจ: เป็นแหล่งของโดปามีน ช่วยเรื่องสมาธิ ความจำ และทำให้อารมณ์ดีขึ้น
  14. คุมระดับน้ำตาล: ไม่มีน้ำตาล และมีวิตามิน B3 ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
  15. ไขมันต่ำ: แม้จะมีคอเลสเตอรอล แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ไม่มากเท่าไขมันจากสัตว์บก

ไขข้อข้องใจ: ปลาหมึกมี "คอเลสเตอรอล" สูงจริงไหม?

เป็นเรื่องจริงที่ปลาหมึกมีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ ปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก 

เมื่อเทียบกับอาหารทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง (ประมาณ 180 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) หรือปลา (ส่วนใหญ่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) จะเห็นได้ว่าหมึกมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงกว่าจริง

  • หมึกกล้วย  ประมาณ 260 มิลลิกรัม
  • หมึกหอม ประมาณ 233 มิลลิกรัม
  • หมึกสาย ประมาณ 160 มิลลิกรัม
  • เครื่องในหมึก สูงมาก อาจเกิน 1,000 มิลลิกรัม

สิ่งที่น่ากลัวกว่าคอเลสเตอรอลในตัวหมึก คือ "วิธีการปรุง" หากคุณนำปลาหมึกไปชุบแป้งทอดหรือย่างเนย ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์จะเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหัวใจ

สรุป: กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและปลอดภัย

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) แนะนำว่า หากคุณมีระดับคอเลสเตอรอลสูงหรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นประจำ แต่สำหรับคนทั่วไป สามารถทานปลาหมึกได้ในปริมาณที่พอเหมาะ

เคล็ดลับสำคัญคือ "เลี่ยงของทอด" เปลี่ยนมาใช้วิธี นึ่ง, ลวก, ย่าง (ไม่ทาเนย) หรือทำต้มยำแทน จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารดีๆ จากปลาหมึกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอบเอว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล