ดื่มน้ำเปล่าอย่างไร ช่วยดีท็อกซ์ได้ดีที่สุด?
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
การดื่มน้ำเปล่าเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยเรื่องการดีท็อกซ์ เพราะน้ำช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มแบบไหน เวลาไหน และปริมาณเท่าไรถึงจะช่วยได้ดีที่สุด
ดื่มน้ำตอนเช้า ดีท็อกซ์ระบบขับถ่าย
หลังตื่นนอนควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น 1 แก้วทันที จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ขับของเสียที่ตกค้างจากวันก่อนออกมา ทำให้ระบบย่อยอาหารและการไหลเวียนเลือดเริ่มต้นอย่างสมดุล
ปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวัน
โดยทั่วไป ร่างกายควรได้รับน้ำวันละประมาณ 1.5–2 ลิตร หรือราว 8–10 แก้ว การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอช่วยให้ไตทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว และช่วยเจือจางสารพิษในกระแสเลือด
น้ำเย็นหรือน้ำอุ่น แบบไหนดีกว่ากัน
- น้ำอุ่น เหมาะสำหรับการดีท็อกซ์ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการไหลเวียนเลือดทำงานราบรื่น
- น้ำเย็น ทำให้ร่างกายสดชื่น แต่ระบบย่อยอาหารอาจทำงานช้าลง ไม่เหมาะหากต้องการกระตุ้นการขับถ่าย
เพิ่มประโยชน์มากขึ้น
แม้น้ำเปล่าจะดีที่สุด แต่สามารถเพิ่มส่วนผสมธรรมชาติเล็กน้อยเพื่อช่วยดีท็อกซ์ได้ เช่น
- มะนาว เพิ่มวิตามินซี กระตุ้นการขับถ่าย
- แตงกวา ช่วยขับปัสสาวะและลดบวม
- ขิง กระตุ้นการเผาผลาญและระบบย่อยอาหาร
ดื่มน้ำให้ถูกเวลาเพื่อการดีท็อกซ์
- หลังตื่นนอน: กระตุ้นระบบขับถ่าย
- ก่อนอาหาร: ช่วยย่อยและควบคุมความอยากอาหาร
- ก่อนนอน: ควรดื่มเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนการนอน
ข้อควรระวังในการดื่มน้ำเพื่อดีท็อกซ์
- ไม่ควรดื่มน้ำรวดเดียวมาก ๆ ในครั้งเดียว อาจทำให้ไตทำงานหนัก
- หลีกเลี่ยงน้ำที่ใส่น้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง เพราะจะกลายเป็นภาระต่อตับและไตแทน
การดื่มน้ำเปล่าอย่างถูกวิธีช่วยให้ร่างกายดีท็อกซ์ได้ตามธรรมชาติ โดยเน้นดื่มทันทีหลังตื่นนอน เลือกน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น และคงปริมาณสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

