โยเกิร์ตมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร พร้อมรู้จักจุลินทรีย์ที่ช่วยดูแลสุขภาพ

โยเกิร์ตมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร พร้อมรู้จักจุลินทรีย์ที่ช่วยดูแลสุขภาพ

โยเกิร์ตมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร พร้อมรู้จักจุลินทรีย์ที่ช่วยดูแลสุขภาพ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมหมักที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยรสชาติอร่อยและประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องระบบขับถ่ายและภูมิคุ้มกัน แต่การเลือกกินโยเกิร์ตให้เหมาะสมต้องเข้าใจประเภท และรู้จัก “จุลินทรีย์มีชีวิต” ที่เป็นหัวใจสำคัญของโยเกิร์ตอย่างแท้จริง

ประเภทของโยเกิร์ตเลือกอย่างไรให้เหมาะสม

Greek Yogurt

โยเกิร์ตชนิดข้นหนืด มีการกรองเอาน้ำเวย์ออกจนได้เนื้อสัมผัสที่แน่น รสชาติเข้มข้น โปรตีนสูง ไขมันสูงหากไม่ใช่สูตร low-fat เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนในปริมาณมาก เช่น ผู้ออกกำลังกาย หรือควบคุมน้ำหนัก

Low-Fat Yogurt

ลดปริมาณไขมันลง แต่ยังคงรสชาติเปรี้ยวนุ่มไว้ได้ดี เหมาะกับคนที่ใส่ใจเรื่องพลังงานและไขมัน แต่ยังต้องการจุลินทรีย์ดีจากโยเกิร์ต

Skimmed Yogurt

ไม่มีไขมันเลย หรือมีในปริมาณต่ำมาก เหมาะกับผู้ที่ควบคุมอาหาร หรือมีปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเลือด ควรเลือกแบบไม่เติมน้ำตาลเพื่อเลี่ยง GI ที่สูง

Yogurt Drink

โยเกิร์ตแบบดื่มได้ เหลวและหวานมากขึ้น มักเติมน้ำตาลเพื่อให้ดื่มง่าย เหมาะกับเด็กหรือคนที่ไม่ชอบเนื้อโยเกิร์ตข้น แต่ต้องระวังน้ำตาลสูง

โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์อะไร และช่วยด้านใดบ้าง

Lactobacillus

แบคทีเรียที่ช่วยย่อยแลคโตสในนม กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบในร่างกาย และยังดีต่อการป้องกันโรคทางเดินอาหาร

Bifidobacterium

ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ และลดอาการลำไส้แปรปรวน

Streptococcus thermophilus

เป็นแบคทีเรียที่ใช้หมักร่วมในโยเกิร์ต ช่วยย่อยแลคโตส ทำให้โยเกิร์ตเหมาะกับผู้ที่แพ้นมวัว ลดอาการแน่นท้อง

ประโยชน์ของโยเกิร์ตโดยรวม

ช่วยระบบย่อยอาหาร

โปรไบโอติกในโยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลลำไส้ ลดท้องผูก และช่วยให้ระบบย่อยทำงานเป็นปกติ

เสริมภูมิคุ้มกัน

จุลินทรีย์ดีช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ลดการอักเสบ และเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยรวม

บำรุงกระดูก

อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามิน D ที่จำเป็นต่อกระดูก เหมาะกับทุกช่วงวัย

ดีต่อสุขภาพหัวใจ

สูตรที่ไม่มีน้ำตาลและไขมันต่ำช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล

ข้อควรระวังในการกินโยเกิร์ต

น้ำตาลแฝงในสูตรรสผลไม้

โยเกิร์ตรสผลไม้ มักมีการเติมไซรัปหรือกลูโคส-ฟรุกโตสในปริมาณสูง ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือด

ไม่ควรกินมากเกิน

แม้โยเกิร์ตจะดี แต่หากกินมากเกินไป อาจส่งผลให้ลำไส้บวม หรือได้รับพลังงานเกินโดยไม่รู้ตัว

ผู้แพ้แลคโตสควรระวัง

แม้บางสูตรจะย่อยง่ายกว่า แต่มือใหม่ที่ไม่เคยกินโยเกิร์ตอาจต้องเริ่มจากปริมาณน้อยเพื่อลดอาการแน่นท้อง

วิธีเลือกโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เลือกสูตรที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต

บนฉลากควรระบุว่า “Live Cultures” หรือ “Contains Probiotics” เพื่อให้แน่ใจว่าได้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ดี

อ่านฉลากดูน้ำตาลและไขมัน

หลีกเลี่ยงโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะสูตรรสผลไม้ที่มักเติมไซรัปหรือกลูโคสฟรุกโตส ซึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง

สังเกตวันผลิตและวันหมดอายุ

ควรเลือกที่ผลิตไม่นานเกินไป เพื่อให้ได้จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตและมีประสิทธิภาพในการทำงาน

โยเกิร์ต ไม่ได้มีแค่รสชาติที่ดี แต่ยังเป็นแหล่งโปรไบโอติกที่ช่วยเสริมสุขภาพในหลายมิติ ทั้งระบบขับถ่าย ภูมิคุ้มกัน และลำไส้ การเลือกโยเกิร์ตที่เหมาะสมกับร่างกาย เช่น Greek Yogurt สำหรับสายฟิต หรือ Low-Fat สำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ควรหลีกเลี่ยงสูตรที่มีน้ำตาลสูง และให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์มีชีวิตเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อ่านเพิ่ม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล