กะหล่ำปลีม่วงไม่ใช่แค่ผักสีสวย! เผยประโยชน์ล้ำค่าที่ทำให้กลายเป็นซูเปอร์ฟู้ด

กะหล่ำปลีม่วงไม่ใช่แค่ผักสีสวย! เผยประโยชน์ล้ำค่าที่ทำให้กลายเป็นซูเปอร์ฟู้ด

กะหล่ำปลีม่วงไม่ใช่แค่ผักสีสวย! เผยประโยชน์ล้ำค่าที่ทำให้กลายเป็นซูเปอร์ฟู้ด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กะหล่ำปลีม่วงไม่ได้เป็นแค่ผักตกแต่งจานให้ดูดี แต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการระดับซูเปอร์ฟู้ด ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ผู้ควบคุมน้ำหนัก หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการลดอักเสบในร่างกาย

กะหล่ำปลีม่วงคืออะไร?

กะหล่ำปลีม่วง (Red cabbage หรือ Purple cabbage) เป็นผักในตระกูล Cruciferous ซึ่งรวมถึงบรอกโคลี คะน้า และกะหล่ำปลีเขียว มีถิ่นกำเนิดในยุโรปแต่ปลูกได้ในหลายประเทศ รวมถึงไทย จุดเด่นคือสีม่วงเข้มจากสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ

คุณค่าทางโภชนาการของกะหล่ำปลีม่วง

  • วิตามิน C สูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

  • ไฟเบอร์สูง ส่งเสริมระบบขับถ่าย

  • แอนโธไซยานิน ช่วยต้านอักเสบและป้องกันโรคเรื้อรัง

  • วิตามิน K และแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก

  • แคลอรีต่ำ ไม่มีไขมัน เหมาะกับสายลดน้ำหนัก

  • กลูโคซิโนเลต สารช่วยล้างพิษและลดความเสี่ยงมะเร็ง

ประโยชน์ของกะหล่ำปลีม่วง

ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของเซลล์

แอนโธไซยานินในกะหล่ำปลีม่วงช่วยลดอาการอักเสบ ปกป้องเซลล์จากความเสียหาย และชะลอวัย

เสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน

วิตามิน C และ A ช่วยเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายต้านเชื้อโรคได้ดีขึ้น

บำรุงลำไส้ ลดท้องผูก

ใยอาหารสูงในกะหล่ำปลีม่วงช่วยให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายง่าย ลดความเสี่ยงโรคในลำไส้

เหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก

ให้พลังงานต่ำแต่ให้ความอิ่มนาน เหมาะกับเมนูลดน้ำหนักทุกมื้อ

ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

สารกลูโคซิโนเลตจะเปลี่ยนเป็นซัลโฟราเฟนในร่างกาย ช่วยล้างพิษจากตับและลดการสะสมของสารพิษ

วิธีกินกะหล่ำปลีม่วงให้ได้ประโยชน์

  • กินสดในสลัดเพื่อรักษาวิตามิน C

  • หมักดองแบบโพรไบโอติก ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ดีในลำไส้

  • ผัดหรือต้มเร็ว ๆ ด้วยไฟอ่อน ไม่ควรปรุงนานเกินไป

  • แนะนำให้กินร่วมกับไขมันดี (เช่น น้ำมันมะกอก) เพื่อช่วยดูดซึมสารอาหาร

วิธีเลือกและเก็บรักษากะหล่ำปลีม่วง

  • เลือกหัวแน่น สีม่วงสด ไม่มีรอยช้ำ

  • เก็บในถุงกระดาษหรือกล่องปิดฝาในตู้เย็น อยู่ได้ 1–2 สัปดาห์

  • เมื่อผ่าแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 3 วันเพื่อคุณภาพสูงสุด

ข้อควรระวังในการบริโภค

  • ผู้มีปัญหาไทรอยด์ต่ำควรกินแบบปรุงสุก เพราะกลูโคซิโนเลตอาจรบกวนการดูดซึมไอโอดีน

  • หลีกเลี่ยงการปรุงด้วยความร้อนนาน ๆ เพราะอาจทำให้วิตามินสลาย

  • หากล้างไม่สะอาด อาจมีสารเคมีตกค้าง ควรแช่น้ำผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำเกลือก่อนใช้

กะหล่ำปลีม่วงไม่ใช่แค่ผักแต่งจาน แต่เป็นซูเปอร์ฟู้ดที่ควรมีติดครัว ด้วยคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงระบบย่อยอาหาร และต่อต้านการอักเสบอย่างได้ผล หากเลือกกินให้เหมาะสม ก็สามารถยกระดับสุขภาพได้ในทุกมื้อ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล