เข้าใจผิดมาตลอด "เลือดข้น" ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อย
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/wo/0/ud/48/242741/tnw1.jpgเข้าใจผิดมาตลอด "เลือดข้น" ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อย

เข้าใจผิดมาตลอด "เลือดข้น" ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อย

แชร์เรื่องนี้

มีความเชื่อกันทั่วไปว่า การกินน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้น เลือดหนืด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและโรคหลอดเลือดสมอง แต่ความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง การดื่มน้ำน้อยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เลือดข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลวที่เรียกว่าพลาสมา และส่วนที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เลือดจะมีความหนืดหรือข้นขึ้นเมื่อปริมาณของพลาสมาลดลง สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเลือดข้นมีดังนี้

  • ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง
  • การสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ
  • ความเข้มข้นของโปรตีนในเลือดเพิ่มขึ้น

การดื่มน้ำน้อยทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณพลาสมาลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เลือดมีความหนืดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำน้อยเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้ปริมาณพลาสมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ทำให้เกิดภาวะเลือดข้น

สาเหตุที่แท้จริงของภาวะเลือดข้น เกิดจากพลาสม่า หรือของเหลวในร่างกาย จำพวกเซลล์เม็ดเลือด โปรตีน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ สารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน สารต่างๆ และน้ำลดลง โดยร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลได้ทัน และไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมาในปริมาณที่มากเกินไป

หากมีอาการของภาวะเลือดข้น เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เหนื่อยล้า ชา หรือบวมที่มือและเท้า ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

วิธีป้องกันภาวะเลือดข้นมีดังนี้

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาบางชนิด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับผู้ใหญ่คือ 8-12 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่เพียงพออาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพอากาศ ระดับกิจกรรม และสุขภาพโดยรวม

หากไม่แน่ใจว่าควรดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ

ขอขอบคุณ

ภาพ :istockphoto