How to Lose Your Fat 5 วิธี หนีความอ้วน

How to Lose Your Fat 5 วิธี หนีความอ้วน
GM group

สนับสนุนเนื้อหา

สาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว อยากหาทางลดส่วนเกินของร่างกาย ลองแล้วลองเล่าหลากหลายวิธีก็ยังไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร ออกกำลังกาย หรือวิธีผิดๆ แบบกินยาลดน้ำหนักก็ตาม มารู้จักกับวิธีลดความอ้วนอีก 5 วิธี ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก แต่สามารถนำไปลองปฏิบัติได้ ส่วนการรับรองผลนั้น เห็นทีต้องขึ้นอยู่กับจิตใจของคุณแล้วล่ะว่า จะมีวินัยในการดูแลน้ำหนักตัวต่อไปอีกหรือไม่ อย่างไร ว่าแล้วก็มาดูวิธีลดน้ำหนักเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ 1. กรรมฐานเพื่อลดน้ำหนัก เห็นวิธีนี้ก็อย่าเพิ่งสงสัยกันนะคะว่า การปฏิบัติกรรมฐานจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร เพราะจริงๆ แล้วเรื่องของกรรมฐานได้รับความสนใจมานานมาก โดยเฉพาะในยุคซิกซ์ตี้ส์กับทฤษฎีกรรมฐานที่เรียกว่า Transcendental Meditation หรือ T.M. ซึ่งทุกวันนี้หมอและนางพยาบาลก็ได้มีการแนะนำให้คนไข้ใช้กรรมฐานในการผ่อนคลายความเครียด และมีหลักฐานทางวิทยา-ศาสตร์ระบุว่าการนั่งสมาธิสามารถลดความดันโลหิต หลอดเลือด มีสุขภาพดีขึ้น จิตใจดีขึ้น เพราะความสงบระงับคลื่นสมองของคนนั่งสมาธิที่เข้าฌานลึก มีลักษณะนิ่งกว่าคลื่นสมองของคนนอนหลับเสียอีก และยังมีผลดีต่อการลดน้ำหนักด้วย ลดความอ้วนส่วนเทคนิคการควบคุมอาหารที่นำมาใช้คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก ก่อนการกินอาหาร ควรหายใจเข้าออกอย่างมีสติ อย่างที่แมสซาซูเล็ตเมติคัลเซ็นเตอร์ มีการสอนให้คนไข้ลดความเครียดและความอ้วนโดยเทคนิคที่เรียกว่า Raisin Meditation หรือ ลูกเกดกรรมฐาน โดยก่อนจะกินลูกเกดแต่ละเม็ด ให้คุณคิดพิจารณาถึงกลิ่น สีสัน สัมผัส ที่มาของลูกเกดตั้งแต่อยู่บนต้นองุ่น การเพาะปลูก การคัดเลือก การนำมาทำเป็นลูกเกด และเมื่อนำเข้าปากแล้ว ก็ให้เคี้ยวช้าๆ เพื่อรับทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัส และตอนที่กลืนก็ให้คิดว่า เราจะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่าลูกเกดลูกนี้แล้ว การทำอย่างนี้จะทำให้กินอาหารช้าลงมาก ทำให้ความหิวลดน้อยลงหรือหายไปก่อนที่จะกินอาหารมากจนเกินไป การทำกรรมฐานร่วมกับการกินทำให้คนกินอาหารน้อยลง แต่ได้รับรู้รสชาติอาหารมากขึ้น มีความสงบมากขึ้น และถ้ามีพลังใจทำไปได้จนเป็นนิสัยก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้แน่ แนะนำให้ลองฝึกแบบนี้กับอาหารที่กินดู เมื่อฝึกมากๆ จิตใจก็จะมีพลัง สามารถต่อสู้กับกิเลส ต่อสู้กับความหิวหรือความอยากได้ไม่ยากเลยค่ะ 2. สะกดจิตพิชิตอ้วน คุณจะเคยนึกบ้างไหมว่าเรื่องราวลี้ลับอย่างการสะกดจิตจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบำบัดความเจ็บป่วยทางกายและจิตใจ รวมถึงการลดน้ำหนักได้ด้วย ซึ่งการสะกดจิตนับเป็นวิธีที่มีความเป็นไปได้มาก ในการรักษาความผิดปกติที่เกี่ยวกับน้ำหนักตัว เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าไปถึงสิ่งที่ปิดกั้นไว้ในจิตใต้สำนึกและประสบการณ์ทางอารมณ์ ทำให้สามารถใช้ในการลดน้ำหนักได้ การสะกดจิตสามารถนำมาใช้เพื่อการบำบัดความวิตกกังวล และอาการทางร่างกาย เนื่องจากสภาพจิตผิดปกติ วิธีสะกดจิตมีด้วยกันหลายวิธี อาจให้ผู้รับการบำบัดนับถอยหลัง เพ่งสายตา อยู่ที่จุดเดียวเพื่อให้เกิดสมาธิและรู้สึกผ่อนคลาย สามารถชักนำความรู้สึกนึกคิดได้ โดยผู้สะกดจิตอาจใช้คำสั่งง่ายๆ พูดซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล จนรู้สึกคล้ายหลับ เมื่อผ่อนคลายเต็มที่ ผู้ถูกสะกดจิตอาจพูดถึงเรื่องกังวลใจที่เก็บไว้ ส่วนจะไดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ส่วนการสะกดจิตเพื่อลดความอ้วนนั้น เป็นการเข้าไปเปลี่ยนความชอบเป็นไม่ชอบ ความอยากเป็นไม่อยาก เพื่อปรับ พฤติกรรมการกิน เช่น ให้รู้สึกเกลียดไอศกรีม ช็อกโกแลต โดยแพทย์จะสอบถามพฤติกรรมก่อนให้คำแนะนำ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้เข้ารับการบำบัดเอง ซึ่งง่ายๆ คุณก็สามารถสะกดจิตตัวเองได้ โดยอาจสั่งกับตัวเองทุกเช้าหลังตื่นนอนว่าฉันจะลดความอ้วน หรือฉันจะรู้สึกอิ่มทันทีที่กินข้าวเพียงหนึ่งจาน จะไม่กินจุบจิบ หรือไม่อย่างนั้นก็ลองหาหนังสือแนวนี้มาลองอ่านและทำตามดู ปลอดภัยกว่ากินยาลดความอ้วนแน่นอนค่ะ 3. สวยด้วยแพทย์ทางเลือก กับคาร์บอกซีเธอราพี สวยด้วยแพทย์ทางเลือกกับคาร์บอกซีเธอราพี (Carboxy-Therapy) เป็นการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นผิวหนัง ใช้ในการบำบัดเซลล์ลูไลท์และรอยแผลเป็น ที่ใช้มานานกว่า 70 ปี ในประเทศฝรั่งเศส อิตาลี จนแพร่หลายมาในปัจจุบัน ซึ่งเดิมทีใช้ร่วมกับการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เพื่อขยายพื้นที่ภายในบริเวณรอบๆ จุดที่จะทำการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ แต่ด้านความสวยงามเชื่อว่าการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านเข็มขนาดเล็กจะกำจัดเซลล์ไขมันเฉพาะส่วน เพิ่มการไหลเวียนของเลือด แก้ไขปัญหาเซลลูไลท์และผิวลาย ส่วนขั้นตอนของวิธีนี้นั้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผ่านเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังของร่างกาย อาจรู้สึกตึงๆ เล็กน้อยเพราะเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก มีตัวควบคุมแรงดันของก๊าซไม่ให้เกิดแรงดันมากจนเกินไป และมีระบบ Temperature Control เพื่อให้ Co2 ที่ผ่านสู่ชั้นผิวมีระดับอุณหภูมิเท่ากับของร่างกาย ทำให้เกิดการไหลเวียนอันเนื่องมาจากหลอดเลือดขยายตัวได้ดีไม่เกิดอาการเหน็บชา หรือปวดขณะที่ทำ Co2 เข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนัง ส่งผลให้หลอดเลือดดำและแดงขยายตัว เส้นใยพังผืดที่ยึดระหว่างเซลล์ไขมันจะค่อยๆ จางหายไป และเมื่อมีการไหลเวียนของหลอดเลือดดีขึ้น ปริมาณออกซิเจนก็เพิ่มมากขึ้นตามระดับด้วยเช่นกัน การเผาผลาญของเสียออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมๆ กัน การเกิดกระบวนการ Lypolysis หรือการกระตุ้นการนำพาไขมันส่วนเกินออกไป กล่าวคือการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนที่ผ่านเข้ามาทางการไหลเวียนที่ดีขึ้นของหลอดเลือด จะทำให้ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังถูกดึงออกมาใช้งาน มีการแปรรูปเป็นพลังงานและสลายตัวโดยทันที จากนั้นจึงมีการขับถ่ายออกทางร่างกายผ่านต่อมน้ำเหลือง และระบบขับถ่ายของร่างกาย ถ้าใครสนใจวิธีนี้ก็ศึกษากันให้มากๆ หน่อยนะคะ จะได้มั่นใจว่าชัวร์ และปลอดภัย 4. คลื่นวิทยุสลายไขมัน ลดความอ้วนตอนแรกฟังๆ ดูก็นึกว่าจะเป็นคลื่นวิทยุเกี่ยวกับการลดความอ้วนเสียอีก แต่กลับไม่ใช่ค่ะ เพราะเทคโนโลยีนี้เป็นการนำคลื่นวิทยุมาใช้กับร่างกายของเราจริงๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้สถาบันลดความอ้วนแห่งหนึ่งในไทย ได้นำเอาเทคโนโลยีลดน้ำหนักแนวใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้ ที่เรียกว่า Cellu Smooth เทคโนโลยีที่อาศัยคลื่นวิทยุความถี่ที่เหมาะ-สมในการสลายไขมันและเซลลูไลท์ โดยกระบวนการทำงานนั้น คลื่นวิทยุจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้เลือดและระบบน้ำเหลืองหมุนเวียนดีขึ้น โดยใช้ร่วมกับเจลบริเวณร่างกายที่มีไขมัน่วนเกินหรือมีเซลลูไลท์ ทำให้อุณหภูมิร่างกายปรับสูงขึ้น 5-7 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อการเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมัน และเซลลูไลท์ที่สะสมทั้งบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และต้นแขน อีกทั้งยังทำให้น้ำเหลืองไหลเวียนมากขึ้น และไม่เกิดการสะสมของไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้ใสไร้ริ้วรอย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น สุขภาพดีขึ้น หลังจากรักษาคนไข้ที่ระบบน้ำเหลืองไม่ดี และหลังจากการรักษามีผลพลอยได้คือ ผิวที่เรียบเนียนขึ้น จึงนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้หญิงมีผิวเรียบเนียน และเปี่ยมประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก เครื่อง Cellu Smooth ใช้คลื่นวิทยุ RF100% ทำให้เกิดกระบวนการ Cellutron Action โดยทำให้อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ ปรับสูงขึ้น 57 องศาเซลเซียส มีผลต่อการเร่งกระบวนการ เผาผลาญไขมัน และเซลลูไลท์ที่สะสมบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และต้นแขน หรือที่เรียกว่า Hyperthermia หลอดเลือดจึงขยายตัว น้ำเหลืองไหลเวียนมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกต่อไป 5. หุ่นสวยด้วยอาหารเช้าโฮลเกรน เรื่องอาหารเช้านี่เป็นสิ่งสำคัญเลยสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หลายคนพยายามลดอาหารเช้า แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะมีผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่าการรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความอ้วนได้ ทางเลือกหนึ่งของอาหารเช้าแนวใหม่คือ การรับประทานโฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงส่วนประกอบสำคัญในธัญพืชอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเยื่อหุ้มเมล็ด เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักในระยะยาว และช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย เนื่องจากโฮลเกรนที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ จะช่วยทำให้อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและดูแลรูปร่าง นอกจากนี้โฮลเกรนยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี อี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ รวมถึงเรื่องระบบขับถ่ายและผิวพรรณดีอีกด้วย แอบกระซิบมาว่า ดาราฮอลลีวู้ดหลายคน ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า, กวินเน็ธ พัลโธว์, ซาร่า เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ หรือ เดมี่ มัวร์ ล้วนเป็นแฟนตัวยงโฮลเกรน เพราะพวกเธอเชื่อว่าการรับประทานอาหารที่ทำมาจากโฮลเกรน คือการได้รับเอาคุณ-ประโยชน์จากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายอย่างเต็มที่ และช่วยในการลดน้ำหนัก และทำให้ดูอ่อนเยาว์อีกด้วย สนใจกันแล้วสิ วันนี้ก็ลองไปช้อปปิ้งหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเช้าโฮลเกรนมารับประทานกันดูนะคะ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!