"อุจจาระ" เกี่ยวข้องกับอายุสั้น-ยาว หรือไม่? แพทย์ยอมรับโยง 4 ข้อนี้ รู้ไว้ไม่น่าอาย!

"อายุขัย" สัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับถ่ายหรือไม่? หมอเฉลยเอง: คนอายุยืนมักมี 4 สัญญาณนี้
คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตั้งแต่ยุคโบราณเป็นต้นมา แพทย์แผนโบราณมักจะสังเกตลักษณะของอุจจาระและพฤติกรรมการขับถ่ายเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค ด้วยเหตุนี้ เรื่องใกล้ตัวอย่างการขับถ่ายจึงเปรียบเสมือนเป็น "กระจกเงาสะท้อนอายุขัย" ของมนุษย์เราได้อย่างแม่นยำ
นี่คือกิจวัตรประจำวันที่ทุกคนต้องทำในทุกๆ วัน วันละหนึ่งครั้งหรือบางรายอาจจะหลายครั้งต่อวัน ทว่าเรื่องนี้กลับเป็นประเด็นที่นานๆ ครั้งจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพหรือการมีอายุยืนยาว คนส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปพูดคุยแต่เรื่องการคุมอาหาร การนอนหลับ หรือการออกกำลังกาย แต่กลับละเลยสัญญาณเตือนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอย่างเรื่องการเข้าห้องน้ำ
ในมุมมองทางการแพทย์แล้ว "การอุจจาระ" ถือเป็นหนึ่งในรายงานสุขภาพประจำวันที่ซื่อสัตย์และสังเกตได้ง่ายที่สุดที่ร่างกายส่งสัญญาณออกมาในแต่ละวัน ซึ่งมันช่วยสะท้อนให้เห็นถึงสภาพภายในลำไส้ ระบบการย่อยอาหาร และผลงานวิจัยหลายชิ้นยังระบุด้วยว่า มันสามารถบ่งบอกถึงโอกาสในการมีอายุที่ยืนยาวในระยะยาวได้อีกด้วย
1. ความถี่และความหนาแน่นในการขับถ่ายที่สมเหตุสมผล
ผลการศึกษาและวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2021 ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง "กัต" (Gut) ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลวิถีชีวิตและดรรชนีสุขภาพของประชากรมากกว่า 400,000 คน ผลลัพธ์เผยให้เห็นว่า กลุ่มคนที่ขับถ่ายบ่อยครั้งเกินไปหรือน้อยครั้งจนเกินไป ต่างก็มีความสุ่มเสี่ยงต่ออัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ขับถ่ายมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน หรือกลุ่มคนที่ถ่ายน้อยกว่า 1 ครั้งในทุกๆ 3 วัน จะมีความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด, โรคเบาหวาน หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน กลุ่มคนที่สามารถรักษาวินัยความถี่ในการขับถ่ายได้ที่ 1 ครั้งต่อวัน จะมีอัตราการเสียชีวิตโดยรวมต่ำที่สุดและมีภาวะการเผาผลาญพลังงานที่สมดุลที่สุด
นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศจีน ต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ความถี่ในการอุจจาระที่ปกติควรจะอยู่ที่ 1 ครั้งต่อวัน หรืออย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ 2 วัน หากใครก็ตามที่ไม่มีการขับถ่ายติดต่อกันนานเกินกว่า 3 วัน หรือต้องวิ่งเข้าห้องน้ำวันละหลายๆ รอบพร้อมอาการมวนท้องไม่สบายตัว นี่คือสัญญาณเตือนภัยระยะแรกที่ต้องให้ความสนใจในทันที ห้ามปล่อยปละละเลยเด็ดขาด
2. ช่วงเวลาการเข้าห้องน้ำมีความสม่ำเสมอในทุกๆ วัน
นอกเหนือจากเรื่องของความถี่แล้ว "เวลา" ในการเข้าห้องน้ำที่คงที่แน่นอนในแต่ละวันก็ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กัน โดย นพ.ต๋าย หยุนผิง (Mai Yunping) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกทางเดินอาหาร แห่งโรงพยาบาลประชาชนมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ได้เปิดเผยข้อมูลว่า คนที่มีโปรไฟล์อายุยืนยาวมักจะมีการขับถ่ายในช่วงเวลาที่ค่อนข้างคงที่ในทุกวัน ซึ่งช่วงเวลายอดฮิตที่สุดคือตอนเช้าหลังจากตื่นนอน เนื่องจากหลังจากที่ร่างกายได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน เมื่อเราเริ่มขยับตัวทำกิจกรรม ลำไส้ใหญ่จะถูกกระตุ้นให้บีบตัวอย่างรุนแรง ซึ่งช่วยผลักดันของเสียที่สะสมไว้ออกมาได้อย่างสะดวกดาย
สำหรับบางคนอาจมีเคล็ดลับในการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วทันทีหลังจากตื่นนอนเพื่อช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาสะท้อนกลับของระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ การเกิดความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำในช่วงเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้นก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากเป็นกลไกสะท้อนตามธรรมชาติเมื่ออาหารตกถึงท้องจะไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุเป็นเวลาหลายปีพบว่า กลุ่มคนที่มีเวลากระบวนการขับถ่ายที่มั่นคงคงที่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง ต่ำกว่ากลุ่มคนที่ถ่ายไม่เป็นเวลาอย่างชัดเจน
3. กระบวนการขับถ่ายมีความลื่นไหล ไม่ใช้เวลานานและไม่เร็วเกินไป
สัญญาณที่สามวัดกันที่ความง่ายดายในแต่ละครั้งที่ทำภารกิจ โดย นพ.เผิง เถา (Peng Tao) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกทางเดินอาหาร แห่งโรงพยาบาลประชาชนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน กล่าวว่า คนที่มีอายุยืนส่วนใหญ่มักจะมีระบบลำไส้ที่บีบตัวทำงานได้ดี กระบวนการถ่ายอุจจาระจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น โดยไม่ต้องออกแรงเค้นเบ่งอย่างรุนแรง ไม่ต้องนั่งแช่อยู่ในห้องส้วมเป็นเวลานานจนเกินไป และหลังถ่ายเสร็จจะไม่มีความรู้สึกหน่วงๆ เหมือนถ่ายออกไปไม่หมด
สำหรับกลุ่มคนที่มีอาการท้องผูก เป็นประจำ การที่จะถ่ายได้ลื่นไหลนับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก หากวันไหนต้องพึ่งพาพึ่งยาระบายอยู่เสมอถึงจะขับถ่ายออกมาได้ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยแต่เนิ่นๆ ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากกระบวนการถ่ายเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ถ่ายวันละหลายรอบ อุจจาระเหลวเป็นน้ำ มีอาการปวดบิดที่ต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันทีและสุ่มเสี่ยงต่อการเล็ดราดหากไปช้าเพียงนิดเดียว สถานการณ์นี้ควรระมัดระวังความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคตับหรือตับอ่อนไว้ด้วยครับ
4. สังเกตลักษณะอุจจาระ ต้องไม่มีสิ่งผิดปกติเจือปน
สัญญาณสุดท้ายอยู่ที่รูปร่าง ลักษณะ และเนื้อสัมผัสของอุจจาระ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มักจะกดชักโครกทิ้งไปโดยไม่ได้มอง แต่ในความจริงมันสามารถบ่งบอกความลับของสุขภาพลำไส้ได้ดีมาก โดย พญ.หลิว เจวียน (Liu Juan) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกทางเดินอาหาร แห่งโรงพยาบาลจงต้า ในสังกัดมหาวิทยาลัยเซาท์อีสต์ ประเทศจีน อธิบายว่า อุจจาระของคนที่มีระบบย่อยอาหารที่สมบูรณ์แข็งแรงดี มักจะมีรูปทรงเป็นแท่งที่เสถียร มีโทนสีปกติ (สีเหลืองทองถึงน้ำตาล) ไม่มีลิ่มเลือดหรือมูกเลือดปน ไม่มีคราบไขมัน ลอยเยิ้มอยู่บนผิวน้ำ สีไม่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทผิดปกติ และต้องไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าฉุนรุนแรงที่แปลกประหลาดไปจากวันธรรมดา
หากคุณพบว่าอุจจาระมีเลือดสดๆ หรือเลือดสีดำปนออกมาบ่อยครั้ง พร้อมทั้งมีกลิ่นเหม็นคาวผิดปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าอุจจาระมีคราบไขมันลอยตัวอยู่จำนวนมากและกดชักโครกล้างออกยาก สถานการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูดซึมไขมันที่ย่ำแย่ของร่างกาย หรือระบบการทำงานของตับและตับอ่อนกำลังมีปัญหา รวมถึงความรู้สึกถ่ายไม่สุด แม้จะพยายามออกแรงเบ่งเพิ่มก็ไม่ดีขึ้นและเป็นติดต่อกันหลายวันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด
นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังได้ฝากคำเตือนทิ้งท้ายไว้ว่า หากพฤติกรรมการขับถ่ายของคุณเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปวดท้องเรื้อรังไม่หาย ถ่ายมีเลือดปน หรือน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด อย่ามองว่าเป็นเพียงเรื่องขี้ผงในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรงที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- แพทย์สอนวิธี "เสกอึ" ตอนเช้าๆ ให้โล่งท้องก่อนออกบ้าน ไม่ต้องเข้าห้องน้ำออฟฟิศ!!
- สัญญาณมรณะบน "หมอน" ตื่นมาอย่าลืมดู อาจบ่งชี้ความเสี่ยง "มะเร็ง" ที่เราไม่ทันรู้ตัว!!
_1.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี