ยอมอดดีกว่ากิน 4 ผลไม้นี้ "กับดักน้ำตาล" โรคแทรกซ้อนถามหา ไม่หวานก็ทำร้ายตับได้!

เข้าใจผิดมาตลอด? ผลไม้ไม่หวานก็ทำร้ายตับได้ เช็ก 4 ชนิดที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องเลี่ยง
คุมน้ำตาลให้อยู่หมัด! เปิด 4 ผลไม้ "กับดักน้ำตาล" พร้อมวิธีกินผลไม้ยังไงไม่ให้โรคกำเริบ
ปัจจุบันสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแพทย์ต้องออกมาเตือนเรื่องพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ ผลไม้ หลายคนเข้าใจว่าผลไม้ทุกชนิดดีต่อสุขภาพ แต่สำหรับผู้ป่วย เบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการคุมระดับน้ำตาล การเลือกผลไม้ผิดชนิดอาจส่งผลเสียร้ายแรงกว่าที่คิด
หัวใจสำคัญไม่ใช่การงดผลไม้ทุกชนิด แต่คือการเข้าใจค่าดัชนีน้ำตาล (GI) และรู้วิธีเลือกกินให้ถูกต้อง หากปฏิบัติตามหลักการนี้ ผู้ป่วยยังสามารถมีความสุขกับรสหวานจากธรรมชาติได้โดยที่ระดับน้ำตาลไม่พุ่งสูงจนน่ากังวล
4 กลุ่มผลไม้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ไม่ใช่แค่รสชาติหวานที่ต้องระวัง แต่รูปแบบการกินก็สำคัญ นี่คือ 4 กลุ่มที่ควรเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณให้เคร่งครัด:
- ผลไม้เมืองร้อนน้ำตาลสูง: เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย ผลไม้เหล่านี้มีน้ำตาลสูงเกิน 15% การกินเพียง 2-3 ชิ้นก็ทำให้น้ำตาลพุ่งได้ แถมยังมีฟรุกโตสสูงที่อาจเปลี่ยนเป็นไขมันพอกตับ หากอยากกินจริงๆ ให้จำกัดแค่ 1-2 คำและลดแป้งในมื้อหลักลง
- กับดัก "น้ำผลไม้": แม้จะเป็นผลไม้ GI ต่ำ แต่ถ้านำมาคั้นแยกกาก เส้นใยอาหารจะหายไป ทำให้น้ำตาลดูดซึมเร็วมาก ยิ่งเป็นน้ำผลไม้กล่องมักเติมน้ำตาลเพิ่ม กฎเหล็กคือ "กินทั้งผล ดีกว่าดื่มน้ำ"
- ผลไม้แห้งและแช่อิ่ม: เมื่อผลไม้เสียน้ำ น้ำตาลจะเข้มข้นขึ้นมาก องุ่นแห้ง 100 กรัม อาจมีน้ำตาลถึง 80 กรัม รวมถึงผลไม้ที่ผ่านการเชื่อมหรือคลุกน้ำตาล เช่น มะม่วงกวน ดังนั้นควรอ่านฉลากก่อนเสมอ
- ผลไม้แป้งเยอะ: เช่น กล้วย ยิ่งสุกมาก แป้งยิ่งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลมาก หากจะกินควรเลือกแบบห่ามๆ และไม่ควรกินเป็นของว่างจุกจิก เหมาะสำหรับกินเติมพลังช่วงออกกำลังกายมากกว่า
3 กฎเหล็กการกินผลไม้ฉบับคนเป็นเบาหวาน
เพื่อให้การกินผลไม้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด ควรปฏิบัติตาม 3 ข้อนี้:
- เวลาสำคัญกว่าชนิด: ห้ามกินตอนท้องว่าง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือระหว่างมื้ออาหาร หรือช่วงบ่าย (15.00-16.00 น.) และควรเลี่ยงการกินผลไม้หลัง 2 ทุ่ม เพราะร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง
- จับคู่กับโปรตีน: การกินผลไม้คู่กับโยเกิร์ต ถั่ว หรือชีส จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ เช่น กินแอปเปิ้ลคู่กับเนยถั่ว
- คุมปริมาณให้เป๊ะ: จำกัดปริมาณผลไม้ต่อวันไม่เกิน 200 กรัม โดยแบ่งกิน 2-3 ครั้ง ใช้หลักการง่ายๆ คือ "หนึ่งกำปั้น" ต่อครั้ง แม้จะเป็นผลไม้น้ำตาลต่ำก็ห้ามกินเพลิน
3 ผลไม้น้ำตาลน้อยที่มักถูกมองข้าม
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่ปลอดภัย นี่คือ 3 ฮีโร่ที่ช่วยคุมระดับน้ำตาลได้ดี:
- บลูเบอร์รี่: มีค่า GI ต่ำเพียง 34 การกินวันละ 50 กรัม ช่วยลดความอยากหวานและช่วยเรื่องภาวะดื้ออินซูลินได้ (แบบแช่แข็งก็มีคุณค่าทางอาหารเท่ากัน)
- ส้มโอ: มีสาร Naringin ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ส้มโอครึ่งลูกมีน้ำตาลเพียง 9 กรัม แต่ต้องระวังหากทานยาความดันบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์
- ฝรั่ง: เป็นสุดยอดผลไม้ไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำ ฝรั่ง 100 กรัมมีน้ำตาลแค่ 5 กรัม แนะนำให้กินทั้งเปลือกและเมล็ดจะได้ประโยชน์สูงสุด
สรุปแนวทางการกินเพื่อสุขภาพ
ไม่มีผลไม้ชนิดไหนที่ "ต้องห้าม" แบบเด็ดขาดสำหรับคนเป็น เบาหวาน แต่กุญแจสำคัญคือ "สติ" ในการเลือกกิน ทั้งชนิด ปริมาณ และเวลา เพื่อความมั่นใจ แนะนำให้ลองเจาะน้ำตาลตรวจหลังกิน 2 ชั่วโมง เพื่อดูว่าร่างกายเราตอบสนองต่อผลไม้นั้นๆ อย่างไร จะได้วางแผนการกินได้อย่างมีความสุขและสุขภาพดี
- เผย 4 อาหาร พนง.ซุปเปอร์ฯ "ส่ายหน้า" ไม่ยอมซื้อกินเอง แฉความจริงที่ลูกค้าอาจไม่รู้!
- ครอบครัว 3 ชีวิตป่วย “มะเร็งตับอ่อน” พร้อมกัน! เหตุจากเมนูโปรดมื้อเช้าที่แม่ทำเอง
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
อัลบั้มภาพ 7 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



