คนเป็นโรคไต กินผลไม้ได้ไหม กินอะไรได้บ้าง เช็กลิสต์ที่ควรรู้

คนเป็นโรคไต กินผลไม้ได้ไหม กินอะไรได้บ้าง เช็กลิสต์ที่ควรรู้

คนเป็นโรคไต กินผลไม้ได้ไหม กินอะไรได้บ้าง เช็กลิสต์ที่ควรรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เป็นโรคไต กินผลไม้อะไรได้บ้าง? ไม่ใช่ว่าจะกินได้ทุกชนิด เพราะผู้ป่วยโรคไตบางรายมีปัญหาในการขับโพแทสเซียมออกจากร่างกาย ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงและส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้ จึงควรเลือกชนิดและปริมาณผลไม้ให้เหมาะกับภาวะของตัวเอง

ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำถึงปานกลาง เช่น แอปเปิ้ล สับปะรด องุ่น และเบอร์รี่ อาจเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคไตบางราย แต่ไม่ได้หมายความว่ากินได้ไม่จำกัด และไม่มีผลไม้ชนิดใดที่สามารถยืนยันได้ว่าสามารถ "เพิ่มค่าไต" หรือรักษาโรคไตได้โดยตรง

คนเป็นโรคไต กินผลไม้ ได้ไหม?

คนเป็นโรคไตยังสามารถกินผลไม้ได้ แต่ชนิดและปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างกันตามระยะของโรค ค่าโพแทสเซียม ผลเลือด โรคประจำตัว และการรักษา ผู้ป่วยโรคไตระยะท้ายหรือผู้ที่ฟอกไตอาจต้องจำกัดผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

ดังนั้นจึงไม่ควรใช้หลักว่า “ผลไม้ชนิดนี้กินได้ในทุกระยะของโรคไต” เพราะความต้องการสารอาหารของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกัน แม้เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อคนทั่วไป ก็อาจต้องจำกัดปริมาณในผู้ป่วยบางราย

โรคไต กินผลไม้อะไรได้บ้าง?

การดูแลไตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินผลไม้เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลทั้งการดื่มน้ำ อาหาร ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย สำหรับผู้ที่มีโรคไต ควรสอบถามแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเพิ่มผลไม้บางชนิดในปริมาณมาก

1. มะนาวหรือเลมอน

มะนาวและเลมอนเป็นผลไม้ที่มีกรดซิตริก (citrate) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดโอกาสการเกิดนิ่วในไตบางชนิด สามารถนำมะนาวหรือเลมอนมาผสมกับน้ำเปล่าได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มในปริมาณมากเพื่อหวังให้ค่าไตดีขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมจำนวนมาก หากมีกรดไหลย้อนหรืออาการระคายเคืองกระเพาะ ควรปรับเวลาในการดื่มหรือหลีกเลี่ยงหากทำให้อาการแย่ลง

2. สับปะรด

สับปะรดมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร แต่ไม่ควรกล่าวว่าสับปะรดสามารถรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือป้องกันไตเสื่อมได้โดยตรง หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ มีไข้ หรือปวดบริเวณเอว ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการติดเชื้อ

สำหรับคนทั่วไปสามารถรับประทานสับปะรดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลายได้ โดยควรคำนึงถึงปริมาณน้ำตาลรวมในแต่ละวัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสม

3. ลูกหม่อนและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ลูกหม่อน บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อื่นๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหาร จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มความหลากหลายของผลไม้ในมื้ออาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เหล่านี้มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน แต่ไม่ควรตีความว่าสามารถฟื้นฟูไตหรือเพิ่มค่า eGFR ได้โดยตรง หากเป็นโรคไตควรตรวจสอบปริมาณโพแทสเซียมและปริมาณผลไม้ที่เหมาะสมกับระยะของโรคด้วย

4. องุ่นแดง

องุ่นแดง มีสารประกอบจากพืชหลายชนิด รวมถึงสารในกลุ่มโพลีฟีนอล เช่น resveratrol ซึ่งมีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การกินองุ่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเพิ่มค่าไตหรือรักษาโรคไตได้โดยตรง

องุ่นมีน้ำตาลตามธรรมชาติ จึงควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานควรคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารทั้งหมดในแต่ละวัน

5. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีใยอาหาร โดยเฉพาะเพกทิน และมีวิตามินกับสารประกอบจากพืชหลายชนิด การรับประทานแอปเปิ้ลทั้งผลแทนการดื่มน้ำผลไม้ช่วยให้ได้รับใยอาหารมากกว่า และช่วยให้อิ่มได้นานขึ้น

หากรับประทานเปลือก ควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนกิน ส่วนผู้ที่ต้องควบคุมโพแทสเซียมหรือมีข้อจำกัดด้านผลไม้จากโรคไต ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรยึดว่าทุกคนสามารถกินได้วันละ 1 ลูกโดยไม่ต้องคำนึงถึงโรคประจำตัว

สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต โดยเฉพาะ ไตระยะ 3-5 หรือผู้ที่ฟอกไต ควรเลือกผลไม้ตามระดับโพแทสเซียม ผลเลือด และคำแนะนำตามแพทย์เฉพาะบุคคล

อ่านเพิ่มเติม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล