ทำไมปลาร้าบางชนิดจึงเสี่ยง แต่บางชนิดกลับปลอดภัย? รู้ก่อนตัดสินใจกินอันไหนดี

ทำไมปลาร้าบางชนิดจึงเสี่ยง แต่บางชนิดกลับปลอดภัย? รู้ก่อนตัดสินใจกินอันไหนดี

ทำไมปลาร้าบางชนิดจึงเสี่ยง แต่บางชนิดกลับปลอดภัย? รู้ก่อนตัดสินใจกินอันไหนดี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ปลาร้าเป็นวัตถุดิบคู่ครัวไทยที่อยู่ในเมนูยอดนิยมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ น้ำพริก แจ่ว หลน หรือแกงอีสาน หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการกินปลาร้าแล้วป่วย จนเกิดคำถามว่า "ตกลงปลาร้าอันตรายจริงหรือ?"

คำตอบคือ ปลาร้าไม่ได้เป็นอาหารที่อันตรายเสมอไป แต่ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของปลา วิธีการหมัก มาตรฐานการผลิต การเก็บรักษา และวิธีรับประทาน หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและปรุงสุกก่อนกิน ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมาก

ทำไมปลาร้าบางชนิดจึงเสี่ยงกว่าชนิดอื่น?

ความเสี่ยงของปลาร้าไม่ได้มาจาก "การหมัก" เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้มาตรฐาน เช่น การใช้ปลาที่ปนเปื้อน การหมักในภาชนะที่ไม่สะอาด หรือการเก็บรักษาไม่เหมาะสม ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคเจริญเติบโตได้

ในทางกลับกัน ปลาร้าที่ผลิตในโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน มีการควบคุมความสะอาด ปริมาณเกลือ คุณภาพวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสม จะมีความปลอดภัยสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้

ปลาร้าดิบกับปลาร้าที่ผ่านความร้อน ต่างกันอย่างไร?

หลายคนนิยมกินปลาร้าดิบเพราะเชื่อว่ารสชาติเข้มข้นกว่า แต่ในด้านความปลอดภัย การปรุงให้สุกถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะความร้อนช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียและปรสิตที่อาจปนเปื้อนอยู่ในวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม การปรุงสุกไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง หากผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพหรือปนเปื้อนสารพิษจากการผลิตที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นควรเลือกปลาร้าที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้น

โรคที่อาจเกิดจากการกินปลาร้าไม่ปลอดภัย

แม้จะพบไม่บ่อย แต่ปลาร้าที่ผลิตหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น

1. อาหารเป็นพิษ

หากปลาร้าปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น จากการผลิตหรือการเก็บรักษาที่ไม่สะอาด อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย

2. การติดพยาธิ

ปลาร้าที่ทำจากปลาน้ำจืดและไม่ได้ผ่านการหมักหรือปรุงอย่างเหมาะสม อาจมีความเสี่ยงต่อการติดพยาธิบางชนิด แม้ความเสี่ยงจะลดลงเมื่อผลิตตามมาตรฐานและปรุงสุกก่อนรับประทาน

3. โซเดียมสูง

ปลาร้าส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูง หากรับประทานเป็นประจำในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว

4. การปนเปื้อนจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน

ในบางกรณี ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตแบบไม่ได้มาตรฐานอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรครุนแรงได้ แม้จะพบไม่บ่อยก็ตาม

ปลาร้าพาสเจอไรซ์ปลอดภัยกว่าหรือไม่?

ปลาร้าพาสเจอไรซ์ผ่านการให้ความร้อนเพื่อช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรค และมักผลิตภายใต้มาตรฐานด้านสุขอนามัย จึงมีแนวโน้มปลอดภัยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งผลิต

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดใช้แล้ว ควรเก็บรักษาตามคำแนะนำบนฉลาก และใช้ช้อนสะอาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการใช้งาน

วิธีเลือกปลาร้าให้ปลอดภัย

ก่อนซื้อปลาร้า ควรสังเกตสิ่งต่อไปนี้

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจน ระบุวันผลิต วันหมดอายุ และสถานที่ผลิต
  • เลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
  • บรรจุภัณฑ์ต้องไม่รั่ว บวม หรือชำรุด
  • สี กลิ่น และลักษณะของผลิตภัณฑ์ไม่ควรผิดปกติ
  • เก็บรักษาตามอุณหภูมิที่ผู้ผลิตแนะนำ

กินปลาร้าอย่างไรให้ปลอดภัย

แม้จะชื่นชอบเมนูปลาร้า ก็สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ปรุงปลาร้าให้สุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะปลาร้าแบบดิบ
  • ใช้อุปกรณ์สะอาดทุกครั้งที่ตัก
  • ไม่รับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น สี หรือรสผิดปกติ
  • จำกัดปริมาณการบริโภค เพราะปลาร้ามีโซเดียมสูง
  • ผู้ที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

สรุป

ปลาร้าไม่ใช่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน รู้แหล่งผลิต เก็บรักษาอย่างถูกต้อง และปรุงสุกก่อนรับประทาน ความเสี่ยงต่อโรคส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ปลาร้า" เอง แต่เกิดจากการปนเปื้อนหรือการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หากบริโภคอย่างเหมาะสม ก็สามารถอร่อยกับเมนูโปรดได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล