ป่วย “เบาหวาน” เสี่ยง “ซึมเศร้า” มากกว่าคนปกติ

ป่วย “เบาหวาน” เสี่ยง “ซึมเศร้า” มากกว่าคนปกติ
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้ามากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า เหตุจากเครียดจากอาการของโรคที่เป็นอยู่จนควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เสี่ยงโรคแทรกซ้อน จึงควรดูแลสภาพจิตใจให้เป็นปกติ เพื่อการประคองอาการของโรคเบาหวานให้ได้ด้วย

นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รักษาการผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 9 "นครชัยบุรินทร์" เปิดเผยว่า ประชาชนใน 4 จังหวัดอีสานตอนล่างป่วยเป็นโรคเบาหวานกว่า 3 แสนคน ป่วยรายใหม่เพิ่มเดือนละ 3,100 คน ห่วงผลกระทบทางใจ โดยเฉพาะความเครียดและซึมเศร้า ชี้มีโอกาสเกิดมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่าตัว ทำให้ผู้ป่วยคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนง่าย อาทิสมองเสื่อม ไตเสื่อม เน้นให้รพ.ในพื้นที่ดูแลอย่างองค์รวมทั้งกาย ใจ เฝ้าระวังอารมณ์อย่างต่อเนื่อง ด้านจิตแพทย์แนะผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะรายใหม่ ใช้ 4 วิธีดูแลใจให้อยู่กับโรคได้ 


ผู้ป่วยเบาหวาน เครียดง่ายจากอาการของโรคที่เป็นอยู่
     

นายแพทย์พงศ์เกษม กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเบาหวานเมื่อป่วยแล้วต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงเกิดผลกระทบทางใจได้สูงกว่าคนทั่วไป ที่เป็นห่วงก็คือปัญหาความเครียดและซึมเศร้า จะมีผลต่อประสิทธิภาพการรักษาด้วย โดยมีผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนปกติทั่วไปประมาณ 2 เท่าตัว เมื่อมีปัญหาซึมเศร้าจะทำให้การดูแลตัวเองแย่ลง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

ขณะเดียวกันผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเครียดจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาได้ง่าย เช่น โรคหัวใจ ไตเสื่อม  โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ทางโรงพยาบาลจึงดูแลผู้ป่วยเบาหวานแบบองค์รวมทั้งกาย-ใจ-สังคม ทำการตรวจคัดกรอง เฝ้าระวังความเครียดและภาวะซึมเศร้าให้ผู้ป่วยเบาหวานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต จะทำให้ค้นหาปัญหาได้รวดเร็วและสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างทันการ


4 วิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลดเสี่ยงซึมเศร้า

นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการรพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะรายใหม่ มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ 4 ประการ ดังนี้

  1. ทำความเข้าใจกับโรคให้ดีที่สุด โดยสอบถามอาการและการรักษาจากแพทย์หรือพยาบาลให้เข้าใจ จะทําให้เกิดความมั่นใจ คลายความกลัว ความกังวลและปฏิบัติตามคำแนะนำ

  2. เข้าร่วมกิจกรรมที่รพ.จัดขึ้นร่วมกับเพื่อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะได้รับความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวที่สำคัญเช่นการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลจิตใจให้แจ่มใส และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดี ๆ กับผู้ป่วยด้วยกันด้วย 

  3. สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรดูแลให้กำลังใจเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว อยู่คนเดียว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือพาไปพบแพทย์ตามนัดหรือพาไปเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม งานบุญต่าง ๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ ควรยกย่องคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีกำลังใจดี ก็จะทำให้การดูแลตัวเองดีตามไปด้วย

  4. ปัญหาโรคเบาหวานขณะนี้ยังพบในผู้ป่วยจิตเวชมากขึ้นด้วย สาเหตุทั้งจากพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง เช่น ขาดการออกกำลังกาย และจากผลข้างเคียงของยาบางชนิดที่อาจทำให้เพิ่มความอยากอาหาร จึงเน้นการเฝ้าระวังเรื่องน้ำหนักตัวทุกคนอย่างต่อเนื่อง ควรเลือกรับประทานอาหารเมนูคลีน ซึ่งไม่ใช้เครื่องปรุงรส หรือใช้ความหวานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ใช้สมุนไพรหญ้าหวานในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม