ใช้กระจกมองข้างแบบเซียน เปลี่ยนเลนปลอดภัย ไม่โดนชนท้ายแน่นอน

การขับรถทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราไม่สามารถอยู่ช่องการจราจรเดียวตลอดไป แต่เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเลน แต่ด้วยความรีบหรือ ไม่รอบคอบพอ ก็อจจะทำให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเวลาขับถนนใหญ่ที่ขับทางไกลการเปลี่ยนเลนเป็นจังหวะที่อันตราย
ดังนั้นแล้ว Sanook Auto ได้มีคำตอบเรื่องของวิธีการใช้กระจกมองข้างในการมองว่าเปลี่ยนเลนอย่างไรให้ปลอดภัย
ดูกระจกมองข้างสำคัญแค่ไหน
กระจกมองข้างหรือหูช้าง หลายคนบอกว่ามีไว้แค่ให้ส่องหรีอบางคนบอกว่ามีก็พอใช้ยังไงไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วอุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้ขับเห็นรถที่อยู่ด้านหลังและด้านข้างของตัวรถ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเห็นทุกมุม เพราะยังมีพื้นที่บางส่วนที่กระจกมองไม่ครอบคลุม หรือที่เรียกว่า จุดอับสายตา
หากเปลี่ยนเลนโดยดูแค่กระจกแวบเดียว หรือดูแล้วไม่ประเมินระยะให้ดี อาจเกิดเหตุการณ์รถคันหลังเบรกกะทันหัน บีบแตร หักหลบ หรือชนท้ายและชนด้านข้างได้ โดยเฉพาะกรณีรถคันหลังอยู่ในเลนที่เรากำลังจะเข้า และกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง
ปรับกระจกมองข้างอย่างไรให้เห็นรถด้านหลังชัด?
ก่อนที่จะออกรถ เรามาปรับกระจกมองหลังกันหน่อย วิธีง่ายๆ ที่ทำให้กระจกมองข้างงานได้ดี จะต้องปรับกระจกมองข้างที่ดีควรเห็นข้างตัวรถของเราเพียงเล็กน้อย และเห็นพื้นที่เลนข้าง ๆ ให้มากที่สุด หากปรับให้เห็นตัวรถมากเกินไป จะทำให้มุมมองด้านข้างแคบลงและเพิ่มจุดอับสายตา
หลังปรับกระจกแล้ว ควรทดลองดูว่าเห็นรถที่วิ่งอยู่เลนข้าง ๆ ต่อเนื่องจากกระจกมองหลังไปยังกระจกมองข้างหรือไม่ หากรถหายไปจากทั้งสองกระจกในบางจังหวะ แปลว่ายังมีจุดอับสายตาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ดูอย่างไรให้ปลอดภัย
1. ตั้งกระจกมองข้างให้เห็นเลนที่ต้องการเข้า
การตั้งค่ากระจกมองข้างให้ปลอดภัยคือเราต้องให้เห็นหลังรถนิดนึง และทำให้เห็นเลนการจราจร วิธีการใช้งานก่อนเปลี่ยนเลน ให้มองกระจกมองข้างฝั่งที่ต้องการเปลี่ยนเลนเสมอ เช่น หากจะเปลี่ยนไปเลนขวา ให้มองกระจกขวา หากจะเปลี่ยนไปเลนซ้าย ให้มองกระจกซ้าย
จุดสำคัญคืออย่ามองแค่ว่ามีรถหรือไม่มีรถ แต่ต้องสังเกตทั้งเลนให้ดีว่ามีรถตามหลังอยู่หรือไม่ รถอยู่ตำแหน่งไหน และมีช่องว่างพอให้เราเข้าไปได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า
2. ดูขนาดรถในกระจก เพื่อประเมินระยะ
ข้อดีของกระจกมองข้างจะมีขนาดที่ใหญ่ เพราะกระจกมองข้างสามารถใช้การประเมินระยะคือดูขนาดของรถในกระจก หากรถคันหลังดูเล็กและอยู่ลึกเข้าไปในกระจก แปลว่ายังมีระยะห่างพอสมควร แต่ถ้ารถดูใหญ่เต็มกระจกหรือขยับเข้ามาใกล้เร็วมาก แปลว่ารถคันนั้นอยู่ใกล้และอาจไม่ปลอดภัยพอสำหรับการเปลี่ยนเลน
จำง่าย ๆ ว่า ถ้ารถในกระจกดูใหญ่ขึ้นเร็ว อย่าเพิ่งเปลี่ยนเลน เพราะนั่นหมายความว่ารถคันหลังอาจกำลังวิ่งเข้ามาเร็ว และถ้าเราขยับออกไปทันที อาจกลายเป็นการตัดหน้าโดยไม่ตั้งใจ
3. ประเมินความเร็วของรถคันหลัง
นอกจากระยะห่างแล้ว ความเร็วของรถคันหลังก็สำคัญไม่แพ้กัน บางครั้งรถอาจดูอยู่ไกล แต่ถ้าวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ระยะที่ดูเหมือนปลอดภัยอาจหายไปในไม่กี่วินาที
ให้สังเกตว่ารถคันหลังขยับเข้ามาในกระจกเร็วแค่ไหน หากระยะห่างลดลงเร็ว หรือรถขยายใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน ควรรอให้รถคันนั้นผ่านไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเลนเมื่อมีช่องว่างใหม่ที่ปลอดภัยกว่า
4. หันมองจุดอับสายตาอีกครั้งก่อนเปลี่ยนเลน
แม้กระจกมองข้างจะช่วยให้เห็นรถด้านหลังได้ดี แต่ยังมีบางมุมที่กระจกมองไม่เห็น โดยเฉพาะรถที่อยู่เฉียงข้างใกล้กับท้ายรถของเรา เช่น มอเตอร์ไซค์ รถเก๋งคันเล็ก หรือรถที่ขับอยู่ขนานกันในตำแหน่งพอดีกับจุดอับสายตา
ก่อนเปลี่ยนเลนควรหันมองสั้น ๆ ไปทางไหล่ฝั่งที่จะเปลี่ยนเลน เพื่อเช็กว่ามีรถอยู่ข้างตัวหรือไม่ การหันมองนี้ไม่ควรนานเกินไปจนละสายตาจากทางข้างหน้า แต่ควรเป็นการเหลือบเช็กจุดอับสายตาอย่างรวดเร็วและมั่นใจ
5. เปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้า อย่าเปิดพร้อมหักพวงมาลัย
สิ่งสำคัญคือ อย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวเพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่สัญญาณบอกว่าเรากำลังเปลี่ยนเลน แต่เป็นการบอกให้รถคันอื่นรู้ล่วงหน้าว่าเราต้องการเคลื่อนรถไปทิศทางใด
ควรเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนเลน ไม่ใช่เปิดไฟเลี้ยวพร้อมกับหักพวงมาลัยทันที เพราะรถคันหลังจะไม่มีเวลารับรู้และปรับความเร็ว การเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าช่วยให้รถคันอื่นตัดสินใจได้ว่าจะชะลอให้เราเข้า หรือเราควรรอจังหวะใหม่
6. เปลี่ยนเลนอย่างนุ่มนวล ไม่หักพวงมาลัยกะทันหัน
เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ให้ค่อย ๆ เปลี่ยนเลนอย่างนุ่มนวล ไม่หักพวงมาลัยแรงหรือเปลี่ยนเลนแบบฉับพลัน เพราะอาจทำให้รถเสียหลัก โดยเฉพาะบนถนนเปียก ถนนลื่น หรือขณะใช้ความเร็วสูง
การเปลี่ยนเลนที่ดีควรเป็นการเคลื่อนรถแบบต่อเนื่อง ควบคุมทิศทางได้ และไม่ทำให้รถคันอื่นต้องเบรกหรือหลบกะทันหัน
7. อย่าเปลี่ยนเลนตัดหน้ารถใหญ่หรือรถที่มีความเร็วสูง
รถบรรทุก รถตู้ รถกระบะบรรทุกของ หรือรถขนาดใหญ่ ใช้ระยะเบรกมากกว่ารถเล็ก หากเราเปลี่ยนเลนตัดหน้ารถเหล่านี้ในระยะใกล้ อาจทำให้รถคันหลังเบรกไม่ทันและเกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้
เช่นเดียวกับรถที่วิ่งมาเร็ว แม้จะเป็นรถเล็ก แต่ถ้าเข้ามาเร็วมาก ควรรอให้ผ่านไปก่อน การเสียเวลาไม่กี่วินาทีปลอดภัยกว่าการเสี่ยงเปลี่ยนเลนในจังหวะที่ไม่มั่นใจ
วิธีเปลี่ยนเลนบนทางด่วน
บนทางด่วนหรือถนนที่ใช้ความเร็วสูง รถแต่ละคันเคลื่อนที่เร็วกว่าในเมืองมาก การตัดสินใจผิดเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้รถคันหลังต้องเบรกแรงหรือหักหลบ
หากต้องเปลี่ยนเลนบนทางด่วน ควรวางแผนล่วงหน้า อย่ารอจนใกล้ทางออกแล้วค่อยตัดหลายเลนในคราวเดียว ควรเปลี่ยนทีละเลนเมื่อมีจังหวะปลอดภัย และเช็กกระจกทุกครั้งก่อนขยับ
สัญญาณที่บอกว่า “ยังไม่ควรเปลี่ยนเลน”
ถ้าคุณขับรถอยู่ไม่อยากให้รถเปลี่ยนเลนเข้ามาเพราะขับรถด้วยความเร็วสูง จะต้องทำสิ่งต่างๆ ดังนี้
- รถในกระจกดูใหญ่ขึ้นเร็ว
- รถคันหลังเปิดไฟสูงหรือบีบแตรเตือน
- มีรถอยู่ข้างตัวในจุดอับสายตา
- ช่องว่างระหว่างรถในเลนข้าง ๆ แคบเกินไป
- รถคันหลังเป็นรถบรรทุกหรือรถขนาดใหญ่ที่เบรกยาก
- ถนนเปียก ฝนตก หรือทัศนวิสัยไม่ดี
- ต้องหักพวงมาลัยแรงเพื่อเข้าเลน แปลว่าจังหวะนั้นไม่เหมาะ
สรุปปิดท้าย
ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่การเปิดไฟเลี้ยวอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการมองกระจกมองข้างให้เป็น ประเมินระยะและความเร็วของรถคันหลัง เช็กจุดอับสายตา และรอจังหวะที่มีช่องว่างมากพอ
หากรถในกระจกดูใหญ่ขึ้นเร็ว หรือไม่แน่ใจว่ารถคันหลังอยู่ไกลพอหรือไม่ ทางที่ดีที่สุดคือ อย่าเพิ่งเปลี่ยนเลน รอให้รถคันนั้นผ่านไปก่อน แล้วค่อยขยับในจังหวะที่ปลอดภัยกว่า
เพราะบนถนนจริง การเปลี่ยนเลนที่ปลอดภัยไม่ได้วัดจากว่า “เราเข้าได้ไหม” แต่ต้องดูด้วยว่า “รถคันอื่นไม่ต้องเบรกหรือหลบเพราะเรา” นั่นแหละคือการเปลี่ยนเลนที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด รถชนมาเสียเวลา และเสียเงินเยอะกว่าที่คิด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



