รีวิว Suzuki Ciaz อีโคคาร์ซีดานดีไซน์โดนใจ ตอบโจทย์การใช้งานในครอบครัว

รีวิว Suzuki Ciaz อีโคคาร์ซีดานดีไซน์โดนใจ ตอบโจทย์การใช้งานในครอบครัว
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     ในยุคที่เศรษฐกิจคุ้มดีคุ้มร้ายแบบนี้ หากใครกำลังคิดที่จะซื้อรถสักคันหนึ่ง คงต้องนึกถึงรถที่ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ดีไซน์ไม่เป็นรองใคร จะใช้งานคนเดียวก็โอเคหรือจะใช้เป็นรถครอบครัวก็ยังไหว สมรรถนะไว้ใจได้แต่ก็ประหยัดน้ำมันควบคู่กันไป และที่สำคัญราคาต้องไม่แพงจนเกินไป ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานั้น อยู่ใน  ‘Suzuki Ciaz’ อีโคคาร์ซีดานน้องใหม่ล่าสุด ที่เรามาร่วมทดสอบในครั้งนี้


     ซูซูกิ เซียส ใหม่ เป็นรถยนต์ในพิกัดอีโคคาร์ตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู ที่มีจุดเด่นที่หลากหลายเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ซึ่งซูซูกิพยายามเน้น 3 จุดหลักสำคัญ ได้แก่ ดีไซน์ที่ดูโดดเด่น, ความกว้างขวางของห้องโดยสาร รวมถึงสมรรถนะที่ไม่เป็นรองใคร แต่ก็ให้ความประหยัดควบคู่กันไป ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่า ซูซูกิ ตีโจทย์ตอบความต้องการของคนไทยได้อย่างตรงจุด และทำออกมาได้ดีอย่างที่หวังไว้จริงๆ

     คราวนี้ Sanook!Auto มีโอกาสมาร่วมทดสอบ ซูซูกิ เซียส ใหม่ ไกลถึงจังหวัดตราด โดยมีเส้นทางมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็นับว่าไกลพอที่จะได้สัมผัสความดีงามของอีโคคาร์คันเก่งนี้กันแบบเต็มๆ
ก่อนอื่นเราขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ของตัวรถกันก่อนดีกว่า

 

     เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกออกแบบให้มีความหรูหรา ควบคู่ไปกับความสปอร์ตเล็กๆ ด้วยเส้นสายรอบคันที่ถูกออกแบบอย่างลงตัว ดูหนักแน่น ให้ความรู้สึกภูมิฐานเหนือกว่ารถอีโคคาร์หลายรุ่นในบ้านเรา

 

     ด้านหน้าติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนทุกรุ่นย่อย ออกแบบรับกับกระจังหน้าโครเมี่ยมช่วยเพิ่มความหรูหรา  กันชนหน้าถูกตกแต่งด้วยตะแกรงดักลมสีดำพร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า

     ไล่มาทางด้านข้างโดดเด่นด้วยเส้นสายที่พาดยาวตั้งแต่บังโคลนหน้าไปยังด้านหลัง ช่วยให้ตัวรถดูแข็งแรงมากขึ้น ตกแต่งขอบหน้าต่างและที่เปิดประตูด้วยโครเมี่ยม พร้อมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ตืดตั้งยางขนาด 185/65 มาให้

 

     ด้านท้ายเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจะถูกใจรสนิยมของคนไทย ด้วยไฟท้ายลักษณะแบบฝั่งละ 2 ก้อน ออกแบบให้ดูหรูหรา ลากยาวไปจรดกับกรอบทะเบียน ช่วยให้ด้านท้ายดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ตกแต่งฝากระโปรงท้ายด้วยแถบโครเมี่ยม พร้อมกรอบสีดำล้อมแผงทับทิมบริเวณกันชน ช่วยเพิ่มความสปอร์ตไปในตัว

 

     ขณะที่ฝากระโปรงท้ายเมื่อเปิดขึ้นมา ใครเห็นก็ต้องอุทานด้วยคำว่า ‘โอ้โห!’ เพราะความกว้างของห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีขนาดถึง 565 ลิตร ใหญ่กว่ารถระดับซี-เซ็กเมนต์หลายรุ่นด้วยซ้ำไป เรียกได้ว่าใหญ่จุใจจริงๆ

     ยางอะไหล่ถูกแทนที่ด้วยชุดซ่อมแซมยาง ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวรถไปได้ในตัว แต่ก็ยังมีเว้าพื้นที่สำหรับเก็บยางอะไหล่มาให้ เผื่อใครอยากซื้อหามาติดตั้งเพิ่มเติมก็ไม่ว่ากัน

 

     ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยสีดำตัดด้วยสีเงินตามชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบช่องแอร์, พวงมาลัย, คอนโซลหน้า ฯลฯ โดยรวมถูกออกแบบให้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยสไตล์

     คอนโซลกลางติดตั้งเครื่องเสียงที่รองรับ CD/MP3 ได้ 1 แผ่น รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth มีพอร์ต USB และ AUX มาให้ ขับกำลังเสียงผ่านลำโพง 4 ตัว พร้อมทวีตเตอร์อีก 2 ตัว ขณะที่เสาอากาศสำหรับภาพรับวิทยุเป็นแบบฝังกระจกหลัง ซึ่งจากการทดลองฟังเพลงจาก USB ที่เตรียมไว้นั้น พบว่าคุณภาพเสียงที่ได้ถือว่าดีจนน่าทึ่งในรถระดับนี้ มาเต็มทั้งเสียงทุ้ม กลาง แหลม เบสหนักแน่นใช้ได้ ถ้าไม่ถึงกับเป็นนักฟังเพลงระดับหูทอง คุณภาพที่ได้ขนาดนี้ก็เหลือเฟือแล้ว

 

     ถัดลงมาเป็นระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ปรับอุณหภูมิแบบโซนเดียว ใช้งานง่าย สามารถปรับอุณหภูมิขึ้นลงได้ครั้งละ 0.5 องศาเซลเซียส ช่องแอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้าสามารถกระจายความเย็นทั่วทั้งห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี

     ใต้แผงควบคุมแอร์เป็นช่องเก็บของแบบมีฝาปิด ติดตั้งช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ และพอร์ต USB/AUX สามารถวางขวดน้ำได้ 2 ขวด ขณะที่ช่องวางขวดน้ำยังมีให้ใช้อีกกว่า 6 จุด รวมเป็น 8 จุด รวมถึงช่องเก็บของกระจุกกระจิกที่มีให้ใช้งานอย่างเหลือเฟือ

 

     เลื่อนมาทางฝั่งผู้ขับ จะเห็นมาตรวัดความเร็วที่ถูกออกแบบให้อ่านค่าได้ง่าย พร้อมมาตรวัดอุณหภูมิหม้อน้ำมาให้ด้วย ซึ่งเป็นจุดที่หลายค่ายตัดออกไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่บริเวณกลางมาตรวัดถูกติดตั้งหน้าจออเนกประสงค์ MID ที่สามารถแสดงข้อมูลได้หลากหลายในคราวเดียวกัน ทั้งตำแหน่งเกียร์ (สำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ) ระยะทาง, ระยะทางที่วิ่งได้, อุณหภูมิภายนอก, นาฬิกา เป็นต้น

     พวงมาลัยหุ้มหนังของเซียสให้ผิวสัมผัสที่ดี แม้ว่าจะขาดร่องกริปไปนิด แต่ก็สามารถจับได้กระชับมือ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยมาให้ พร้อมปุ่มรับสาย-วางสายสำหรับโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ

 

     นอกจากนั้นยังมาพร้อมกุญแจรีโมทแบบ Keyless Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยตัวรีโมทยังมีฟังก์ชั่นเปิดฝากระโปรงท้ายจากรีโมทมาให้ด้วย อีกทั้งคอนโซลกลางยังติดตั้งกล่องเก็บของมาให้ ซึ่งมีขนาดพอใส่กระเป๋าสตางค์คุณผู้ชายกับของกระจุกกระจิกอีกนิดหน่อยได้ แต่ข้อดีคือสามารถใช้เป็นที่วางแขนสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าได้ ช่วยเพิ่มความสบายในการเดินทาง

     จุดหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของเซียส ก็คือพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังที่กว้างขวางเหนือรถในระดับเดียวกัน ซึ่งจากการทดลองนั่งดูก็พบว่าห้องโดยสารตอนหลังให้ความรู้สึกโปร่ง โอ่อ่า พื้นที่วางขาให้มาแบบเหลือๆ นั่งไขว้ห้างได้อย่างสบาย แถมไขว่ห้างแล้วยังมีพื้นที่เหลืออีกต่างหาก ขณะที่ความกว้างของห้องโดยสารยังสามารถรองรับผู้โดยสารไซส์มาตรฐาน 3 คนได้สบายๆ ด้วยพื้นที่ที่แทบจะเทียบเคียงได้กับรถ C-Segment ด้วยซ้ำไป

 

     Ciaz จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในครอบครัว เดินทางไปไหนไกลๆ รับรองไม่โดนแม่ยายบ่นแน่นอน แต่จะติดนิดหน่อยก็คือพนักพิงศีรษะด้านหลังที่ให้มาเป็นแบบตายตัว ไม่สามารถปรับสูง-ต่ำได้ ซึ่งผู้โดยสารตัวสูงๆ อาจรู้สึกไม่สบายสักเล็กน้อยเมื่อต้องนั่งเป็นระยะเวลานานๆ แต่ก็แลกมาด้วยที่วางแขนตอนกลางแบบพับได้ พร้อมช่องวางแก้วให้ 2 ตำแหน่ง

     ส่วนระบบความปลอดภัยในเซียสใหม่ ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถยนต์สมัยนี้ ทั้งแอร์แบ็คคู่หน้า, ระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเพิ่มแรงเบรก BA, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 4 ตำแหน่ง และแบบ 2 จุดอีก 1 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนกลางด้านหลัง, พวงมาลัยแบบยุบตัวได้เมื่อเกิดการชน เป็นต้น

 

     ขุมพลังของ Ciaz ใหม่ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.25 ลิตร รหัส K12B บล็อกเดียวกับ Swift ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ รองรับเชื้อเพลิงแบบ E20 และเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 20 กม./ลิตร

     ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก

 

     ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป เรามาเริ่มขับเจ้า ‘ซูซูกิ เซียส’ กันเลยดีกว่า โดยการทดสอบครั้งนี้ใช้เส้นทาง ตราด-กรุงเทพฯ มีระยะทางประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร โดยคันที่เราทดสอบเป็นรุ่นท็อปสุด ‘GLX CVT’ พร้อมผู้โดยสารไซส์มาตรฐานทั้งหมด 3 ท่าน และกระเป๋าสัมภาระท้ายรถนิดหน่อย

     เมื่อก้าวเข้ามานั่งภายในห้องโดยสาร สัมผัสได้ถึงความกว้างขวางเหนือรถระดับเดียวกัน ซึ่งหากเป็นผู้โดยสารตอนหน้าดูจะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เมื่อลองนั่งเบาะหลังกลับพบว่ามันช่างกว้างเสียเหลือเกิน คนนั่งหลังสามารถนั่งไขว้ห้างได้แม้จะปรับเบาะหน้าไว้สำหรับผู้โดยสารรูปร่างใหญ่ก็ตาม เรียกได้ว่าหมดห่วงเรื่องความสบายในการโดยสารรถคันนี้

 

     ขณะที่จุดด้อยก็คงเป็นเรื่องของเบาะนั่งที่มีความนิ่มเกินไปนิด ซึ่งจริงอยู่ว่าหากนั่งเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ให้ความสบายดี แต่เมื่อต้องเดินทางไกลๆ อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าจากการซัพพอร์ตของตัวเบาะที่ไม่เพียงพอ ขณะที่ท่าทางการนั่งยังถือว่าใช้ได้ นั่งสบาย ไม่มีปัญหา จะมีก็เพียงพนักพิงศีรษะที่ควรจะดันศีรษะมากขึ้นกว่านี้อีกสักเล็กน้อย

     อัตราเร่งของ เซียส ถือว่าอยู่ในระดับอีโคคาร์แฮทช์แบ็คคันจิ๋วเครื่องยนต์ 1,200 ซีซีทั่วไป ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียวหากเทียบกับขนาดตัวถังที่ใหญ่จนเกือบจะเทียบเท่ารถ C-Segment โดยการออกตัวจากสี่แยกไฟแดงมีการเค้นรอบเครื่องยนต์กันหนักหน่อยสำหรับถนนแบบนอกเมือง ซึ่งถ้าผู้ขับขี่ไม่รีบร้อนก็ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก

 

     ขณะที่เมื่อได้ความเร็วแล้ว การขับขี่เซียสบนนถนนนอกเมืองถือว่าสบายๆ อัตราทดของเกียร์อัตโนมัติ CVT ช่วยให้ทำความเร็วคงที่ 100 กม./ชม. ด้วยรอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,600-1,700 รอบต่อนาทีเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงแล้ว ยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ที่เข้ามาถึงในห้องโดยสารอีกด้วย

     อีกทั้งการเก็บเสียงของเซียสที่ความเร็วสูงถือว่าทำได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ เสียงลมปะทะ เสียงจากช่วงล่างและเสียงจากพื้นถนน แม้จะใช้ความเร็วถึง 120 กม./ชม. ก็ยังสามารถเก็บเสียงรบกวนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้วัสดุดูดซับเสียงที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อลดเสียงรบกวนให้เล็ดลอดเข้ามายังห้องโดยสารได้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

     ขณะที่ช่วงล่างนั้นถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวล นั่งสบาย เพราะเซียสเน้นทำตลาดในกลุ่มลูกค้าที่มีอายุมากกว่าสวิฟท์อยู่แล้ว ดังนั้นช่วงล่างจึงถูกปรับให้เอาใจกับการใช้งานในแบบครอบครัว นั่งโดยสารกันได้อย่างผ่อนคลาย ซึ่งสำหรับการใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำดูจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่การขับขี่ไปต่างจังหวัดด้วยความเร็วสูงนั้น กลับพบอาการโคลงให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับถนนสุขุมวิทช่วงจังหวัดระยอง-จันทบุรี ที่มีพื้นผิวค่อนข้างขรุขระ เราจำเป็นต้องใช้สมาธิในการควบคุมพวงมาลัยกันพอสมควร

     แต่เมื่อขับมาถึงช่วงถนนมอเตอร์เวย์ที่มีสภาพพื้นผิวที่ดีกว่า ช่วงล่างก็ให้ความรู้สึกมั่นคงมากขึ้น แม้ว่าจะมีอาการโคลงให้เห็นบ้างเมื่อเปลี่ยนเลนด้วยความเร็ว แต่ตัวรถก็ยังอยู่ในการควบคุมได้เป็นอย่างดี สามารถเดินทางได้ในระดับ 120 กม./ชม. แบบไม่เครียด แสดงให้เห็นว่าช่วงล่างของเซียสดูเหมาะกับการขับขี่บนถนนที่เป็นทางตรง มีพื้นถนนเรียบ ไม่เน้นการเข้าโค้งเท่าใดนัก หากแต่ต้องขับผ่านทางขรุขระหรือทางโค้งก็ควรใช้ความเร็วอย่างเหมาะสม

 

     เราเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งการันตีสภาพจราจรอันหนาแน่นบนถนนพระราม 9 มุ่งหน้าเข้าถนนรัชดาภิเษก ซึ่งอัตราเร่งของเซียสสำหรับการใช้งานในเมืองบอกได้เลยว่าเหลือๆ สามารถลัดเลาะไปตามการจราจรได้อย่างรวดเร็ว พวงมาลัยให้ความรู้สึกเบา กระชับ สามารถเปลี่ยนเลนได้อย่างคล่องแคล่ว

     แต่ด้วยขนาดตัวถังและความยาวฐานล้อที่เพิ่มขึ้นมา ก็คงต้องยอมรับว่าไม่ปรู๊ดปร๊าดเท่ากับรถในกลุ่มแฮทช์แบ็คอีโคคาร์ที่มีขนาดตัวย่อมกว่า เพราะอย่างที่บอกไปแต่ต้นแล้วว่า เซียสมุ่งเป้าทำตลาดลูกค้าที่มีอายุมากขึ้น เน้นฟังก์ชั่นการใช้สอย จึงทำให้บุคลิกตัวรถดูมีความสุขุมมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง

 

     สรุป Suzuki Ciaz ถือเป็นอีโคคาร์ซีดานที่เหมาะเผงสำหรับผู้ที่อยากได้รถครอบครัวในราคาประหยัด แถมดีไซน์ภายนอกยังดูดีมีระดับเกินราคา อ็อพชั่นภายในอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่หวือหวาเท่าไหร่นัก แต่ก็ให้มาครบกับการใช้งาน จุดเด่นอยู่ที่ความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร ที่ล้ำหน้าคู่แข่งไปอย่างไม่เห็นฝุ่น นั่งสบายทั้งตอนหน้าและตอนหลัง

     ด้านฟีลลิ่งการขับขี่ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองมากกว่า ขับนอกเมืองอาจต้องเค้นพละกำลังกันเยอะหน่อย เช่นเดียวกับช่วงล่างที่เน้นความนุ่มสบายในการโดยสาร มีอาการโคลงให้เห็นบ้างหากใช้ความเร็วสูง ห้องโดยสารเงียบสนิทไม่ว่าจะเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงจากพื้นถนน

     ถือว่าเป็นรถที่คุ้มค่าสมราคามากที่สุดคันหนึ่งในตลาดขณะนี้


     ราคา Suzuki Ciaz ใหม่ มีดังนี้

  • GLX CVT ราคา 625,000 บาท *รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ
  • GL CVT ราคา 559,000 บาท
  • GL MT ราคา 523,000 บาท
  • GA MT ราคา 484,000 บาท

 

     ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้