วิธีจั๊มแบตรถอย่างถูกต้อง ผู้หญิงขับรถคนเดียวควรรู้

ใครที่ใช้รถยนต์ คงจะรู้กันว่าจริงๆ แล้วแบตฯ 12 โวลต์ มีความสำคัญเพราะจ่ายพลังงานและทำให้เครื่องติดได้แต่ถ้า่เกิดอยู่ดีๆ แบตเตอรี่เจ้ากรรมเกิดไม่สามารถสตาร์ดได้ เพราะอาจจะหมดหรือมีปัญหาได้
การพ่วงแบตฯ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่จะพ่วงยังไง หากคุณเป็นผู้หญิงหรือมือใหม่ที่ไม่ได้มีความรู้มากพอ
Sanook Auto มีวิธีมาแนะนำการพ่วงแบบง่ายๆ

ก่อนจั๊มแบต ต้องแน่ใจก่อนว่าแบตหมดจริง
อาการที่มักเกิดจากแบตเตอรี่ไฟอ่อน ได้แก่ กดปุ่มสตาร์ตแล้วเครื่องยนต์ไม่หมุน ได้ยินเสียงแชะเป็นจังหวะ ไฟหน้าหรือหน้าปัดหรี่ลง หรือระบบไฟภายในรถทำงานผิดปกติ
แต่หากสตาร์ตแล้วเครื่องยนต์หมุนตามปกติแต่ไม่ติด ปัญหาอาจไม่ได้มาจากแบตเตอรี่ แต่อาจเกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด หรืออุปกรณ์อื่น การจั๊มแบตจึงอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
- สายพ่วงแบตเตอรี่หรือสายจั๊มแบตที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์
- รถอีกคันที่ใช้ระบบไฟ 12 โวลต์และแบตเตอรี่มีไฟเพียงพอ
- ถุงมือและแว่นป้องกันดวงตา ถ้ามี
- คู่มือประจำรถ เพื่อดูตำแหน่งจุดต่อสายที่ผู้ผลิตกำหนด
รถบางรุ่นซ่อนแบตเตอรี่ไว้ใต้เบาะหรือบริเวณท้ายรถ แต่จะมีจุดสำหรับจั๊มแบตอยู่ภายในห้องเครื่อง ดังนั้นไม่ควรเดาตำแหน่งเอง ควรตรวจสอบคู่มือรถก่อนทุกครั้ง
ห้ามจั๊มแบตทันที หากพบอาการเหล่านี้
ก่อนอื่นที่ต้องรู้ ถ้ามรถคุณเจออาการแบบนี้ห้ามพ่วงแบตฯ เด็ดขาดคือ
- แบตเตอรี่บวม แตก รั่ว หรือมีกลิ่นฉุนผิดปกติ
- มีร่องรอยไหม้หรือสายไฟละลาย
- ขั้วแบตเตอรี่เสียหายหรือหลวมมาก
- สายจั๊มฉีกขาดจนเห็นลวดทองแดง
- ไม่ทราบตำแหน่งขั้วบวกและขั้วลบอย่างชัดเจน
หากพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรหยุดและติดต่อบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพราะแบตเตอรี่รถยนต์สามารถปล่อยก๊าซไวไฟและอาจเกิดประกายไฟได้
วิธีจอดรถก่อนเริ่มจั๊มแบต
นำรถที่ใช้ช่วยเหลือมาจอดใกล้พอให้สายพ่วงถึงกัน แต่ตัวรถทั้งสองคันต้องไม่สัมผัสกัน จากนั้นเข้าเกียร์ P สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ว่างสำหรับรถเกียร์ธรรมดา ดึงเบรกมือ และปิดเครื่องยนต์ของรถทั้งสองคัน
ควรปิดไฟหน้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง ที่ชาร์จโทรศัพท์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดก่อนเริ่มงาน เพื่อลดภาระและความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้า

วิธีต่อสายจั๊มแบตที่ถูกต้อง
ก่อนต่อสาย ให้จำหลักง่าย ๆ ว่า แดงเริ่มจากรถแบตหมด ส่วนดำจบที่ตัวถังรถแบตหมด
ขั้นที่ 1 ต่อสายแดงเข้าขั้วบวกของรถแบตหมด
นำคีมสายสีแดงหนีบเข้ากับขั้วบวกที่มีเครื่องหมาย + ของรถที่สตาร์ตไม่ติด ตรวจสอบว่าคีมจับแน่นและไม่สัมผัสส่วนโลหะอื่น
ขั้นที่ 2 ต่อสายแดงอีกด้านเข้าขั้วบวกของรถช่วย
นำปลายสายสีแดงอีกด้านไปหนีบขั้วบวก + ของแบตเตอรี่รถที่มาช่วย
ขั้นที่ 3 ต่อสายดำเข้าขั้วลบของรถช่วย
นำคีมสายสีดำหนีบเข้ากับขั้วลบที่มีเครื่องหมาย - ของรถที่มาช่วย
ขั้นที่ 4 ต่อสายดำอีกด้านเข้ากับจุดกราวด์ของรถแบตหมด
ปลายสายสีดำที่เหลือไม่ควรต่อเข้าขั้วลบของแบตเตอรี่ที่หมดโดยตรง เว้นแต่คู่มือรถระบุให้ทำเช่นนั้น ควรหนีบกับชิ้นส่วนโลหะเปลือยที่แข็งแรงภายในห้องเครื่อง เช่น จุดกราวด์ที่ผู้ผลิตกำหนด หรือนอตโลหะที่ไม่มีสีเคลือบและอยู่ห่างจากแบตเตอรี่
การต่อคีมตัวสุดท้ายห่างจากแบตเตอรี่ช่วยลดความเสี่ยงจากประกายไฟที่อาจเกิดขึ้นใกล้ก๊าซซึ่งสะสมอยู่รอบแบตเตอรี่ โดย AAA แนะนำลำดับการต่อสายแบบขั้วบวกของรถแบตหมด ขั้วบวกของรถช่วย ขั้วลบของรถช่วย และจุดกราวด์บนรถแบตหมดตามลำดับ
หลังต่อสายครบแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?
- ตรวจสอบอีกครั้งว่าสายแดงอยู่ที่ขั้วบวก และสายดำต่อถูกตำแหน่ง
- สตาร์ตรถคันที่มาช่วยก่อน
- ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานสักครู่ เพื่อส่งไฟไปยังแบตเตอรี่ที่อ่อน
- ลองสตาร์ตรถคันที่แบตหมด
- หากยังไม่ติด ให้รออีกเล็กน้อยแล้วทดลองใหม่ แต่ไม่ควรสตาร์ตลากยาวต่อเนื่อง
AAA ระบุว่าการรอให้รถช่วยทำงานประมาณ 3-5 นาทีก่อนลองสตาร์ต สามารถช่วยเติมกำลังไฟให้แบตเตอรี่ที่อ่อนได้ระดับหนึ่ง
หากทดลองแล้วรถยังไม่ติด ไม่ควรฝืนจั๊มซ้ำหลายครั้ง เพราะปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ควรเรียกช่างหรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉินมาตรวจสอบ
วิธีถอดสายจั๊มแบต ต้องถอดย้อนลำดับ
เมื่อรถสตาร์ตติดแล้ว ให้ถอดสายโดยย้อนกลับจากขั้นตอนที่ต่อ ดังนี้
- ถอดสายดำออกจากจุดกราวด์ของรถที่แบตหมด
- ถอดสายดำออกจากขั้วลบของรถที่มาช่วย
- ถอดสายแดงออกจากขั้วบวกของรถที่มาช่วย
- ถอดสายแดงออกจากขั้วบวกของรถที่แบตหมด
ระหว่างถอดสายต้องระวังไม่ให้คีมแต่ละตัวสัมผัสกัน และไม่ปล่อยให้คีมแตะตัวถังรถในขณะที่ปลายอีกด้านยังเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่
หลังจั๊มติดแล้ว ดับเครื่องได้เลยหรือไม่?
ไม่ควรดับเครื่องทันที ควรขับรถต่อเนื่องไปยังจุดหมายหรือศูนย์บริการ และนำรถเข้าตรวจสอบแบตเตอรี่กับระบบชาร์จ เพราะการจั๊มแบตช่วยให้รถสตาร์ตได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำให้แบตเตอรี่ที่เสื่อมกลับมาเป็นปกติ
หากดับเครื่องแล้วสตาร์ตไม่ติดอีกครั้ง แบตเตอรี่อาจเก็บไฟไม่ได้ หรือระบบไดชาร์จอาจทำงานผิดปกติ จึงควรให้ช่างตรวจวัดแรงดันและประเมินว่าต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือไม่
รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าจั๊มแบตได้ไหม?
รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีแบตเตอรี่ 12 โวลต์สำหรับระบบควบคุมและอุปกรณ์ไฟฟ้า จึงอาจจั๊มแบต 12 โวลต์ได้ในบางกรณี แต่ต้องทำตามคู่มือของรถรุ่นนั้นอย่างเคร่งครัด เพราะตำแหน่งจุดต่อและขั้นตอนอาจต่างจากรถเครื่องยนต์ทั่วไป
ตัวอย่างเช่น คู่มือรถไฮบริดของ Toyota ระบุว่าสามารถใช้สายพ่วงและรถอีกคันที่มีแบตเตอรี่ 12 โวลต์เพื่อเริ่มระบบไฮบริดได้ แต่ต้องต่อผ่านตำแหน่งที่กำหนดในคู่มือ
ห้ามสัมผัสสายไฟหรือชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าแรงสูงที่มักมีสีส้ม และห้ามพยายามจั๊มแบตเตอรี่แรงดันสูงโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงได้
นอกจากนี้ ไม่ควรนำรถไฮบริดหรือรถยนต์ไฟฟ้าไปเป็นรถช่วยจั๊มให้คันอื่น เว้นแต่คู่มือผู้ผลิตระบุชัดเจนว่าสามารถทำได้ เพราะระบบ 12 โวลต์ของรถบางรุ่นอาจไม่ได้ออกแบบให้จ่ายกระแสสูงสำหรับสตาร์ตเครื่องยนต์ของรถอีกคัน
ใช้เครื่องจั๊มแบตแบบพกพาง่ายกว่าหรือไม่?
เครื่องจั๊มแบตแบบพกพาหรือ Jump Starter เป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับผู้ที่เดินทางคนเดียว เพราะไม่ต้องพึ่งรถอีกคัน และผลิตภัณฑ์บางรุ่นมีระบบป้องกันการต่อกลับขั้วหรือประกายไฟ
ควรเลือกรุ่นที่รองรับขนาดเครื่องยนต์ของรถ อ่านคู่มือก่อนใช้งาน และตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ของเครื่องเป็นประจำ เพราะหากเก็บไว้ในรถนานจนไฟหมด ก็อาจใช้งานไม่ได้ในเวลาฉุกเฉิน
ข้อควรจำเพื่อความปลอดภัย
- อ่านคู่มือประจำรถก่อนเสมอ เพราะรถแต่ละรุ่นอาจมีวิธีต่างกัน
- ใช้เฉพาะระบบไฟที่มีแรงดันตรงกัน โดยรถยนต์ทั่วไปมักเป็นระบบ 12 โวลต์
- ห้ามสูบบุหรี่ จุดไฟ หรือทำให้เกิดประกายไฟใกล้แบตเตอรี่
- ห้ามสลับขั้วบวกกับขั้วลบ
- ห้ามให้ตัวรถทั้งสองคันสัมผัสกัน
- ห้ามปล่อยให้คีมสายจั๊มแตะกันขณะต่ออยู่กับแบตเตอรี่
- หากไม่มั่นใจ ควรโทรเรียกบริการช่วยเหลือแทนการเสี่ยงทำเอง
สรุปพ่วงแบตเตอรี่ยัง
ลำดับการต่อสายคือ แดงรถหมด → แดงรถช่วย → ดำรถช่วย → ดำลงกราวด์รถหมด ส่วนตอนถอดให้ทำย้อนลำดับทั้งหมด
แม้วิธีจั๊มแบตจะไม่ได้ซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย หากแบตเตอรี่เสียหาย ไม่รู้ตำแหน่งจุดต่อ หรือเป็นรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เคยศึกษาคู่มือมาก่อน การเรียกช่างหรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉินย่อมปลอดภัยกว่าการทดลองต่อสายเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



