8 อะไหล่รถที่ต้องเปลี่ยนบ่อย คนมีรถควรรู้พังจนกินข้าวลิงกลางทาง

เมื่อคุณมีรถ หลายคนคิดว่า ค่าใช้จ่ายของรถโดยมากจะมีแค่ค่าเติมน้ำมันหรือค่างวดในแต่ละเดือน เป็นหลักๆ แต่จริงๆ ก็จะต้องมีเรื่องความเสื่อมเช่นอะไหล่ชิ้นส่วนหลายอย่างภายในรถมีอายุการใช้งาน และต้องเปลี่ยนเมื่อถึงระยะ ไม่ว่าคนขับจะเป็นมือใหม่ ใช้รถไปทำงานทุกวัน หรือขับเฉพาะวันหยุดก็ควรรู้จักอะไหล่เหล่านี้เอาไว้
Sanook Auto จึงรวบรวม 8 อะไหล่และของเหลวที่เจ้าของรถมักต้องเปลี่ยนเป็นประจำ พร้อมอธิบายหน้าที่และสัญญาณเตือนแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยวางแผนดูแลรถและลดความเสี่ยงรถเสียระหว่างทาง พร้อมแล้วมาดูกัน
8 อะไหล่ของรถที่มักจะเปลี่ยนบ่อยที่สุด

1. น้ำมันเครื่องและไส้กรองน้ำมันเครื่อง
สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปที่เป็นไฮบริต หรือ เครื่องสันดาบทั่วไป จะมีความโดดเด่นน้ำมันเครื่องช่วยหล่อลื่น ลดความร้อน และลดการเสียดสีของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ส่วนไส้กรองมีหน้าที่ดักจับเขม่าและสิ่งสกปรกไม่ให้ไหลเวียนกลับเข้าเครื่องยนต์ ถ้าเปลี่ยนไม่ตามรอบอาจจะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดความสึกหลอในระบบจนทำให้รถเสียได้
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันเครื่อง รุ่นรถ และเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด
สัญญาณที่ควรระวัง: เครื่องยนต์เดินเสียงดังขึ้น อัตราเร่งไม่ดี ไฟเตือนน้ำมันเครื่องติด หรือระดับน้ำมันเครื่องลดลงผิดปกติ ที่จำเป็นต้องดึงก้านมาเช็ค
2. ผ้าเบรก
สำหรับในเรื่องของผ้าเบรกทำหน้าที่สร้างแรงเสียดทานกับจานเบรก เพื่อชะลอความเร็วและหยุดรถ จึงเป็นชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: ผ้าเบรกไม่มีระยะเปลี่ยนตายตัว โดยอาจใช้งานได้ตั้งแต่ประมาณ 30,000-70,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่ น้ำหนักรถ และเส้นทางที่ใช้ประจำ
สัญญาณที่ควรระวัง: มีเสียงดังขณะเบรก เบรกจมกว่าปกติ รถใช้ระยะเบรกยาวขึ้น หรือมีไฟเตือนผ้าเบรกในรถบางรุ่น

3. ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์
ไส้กรองอากาศช่วยดักฝุ่นและสิ่งสกปรกก่อนอากาศจะเข้าสู่เครื่องยนต์ หากสกปรกมากเกินไป เครื่องยนต์อาจหายใจไม่สะดวกและสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น หากปล่อยไว้รับรองว่ามีปัญหาทั้งการเร่งเครื่องและการกินน้ำมันแน่นอน
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปประมาณ 15,000-20,000 กิโลเมตร หรือปีละครั้ง แต่รถที่ใช้งานในพื้นที่ฝุ่นเยอะอาจต้องตรวจและเปลี่ยนเร็วกว่านั้น
สัญญาณที่ควรระวัง: รถเร่งไม่ค่อยขึ้น เครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มกำลัง หรืออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูงขึ้น
4. น้ำมันเกียร์
สำหรับอุปกรณ์สำคัญของรถทั่วไปอีกอย่างคือ น้ำมันเกียร์เพราะ ช่วยหล่อลื่น ลดความร้อน และช่วยให้ชิ้นส่วนภายในระบบส่งกำลังทำงานได้อย่างราบรื่น อุปกรณ์นี้รถไฟฟ้าบางคันยังมีจะเป็นกระปุ๊กคล้ายกับไส้กรองน้ำมันเครื่องของรถทั่วไป
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: รถแต่ละรุ่นและเกียร์แต่ละประเภทมีระยะไม่เท่ากัน โดยมักอยู่ที่ประมาณ 40,000-100,000 กิโลเมตร จึงควรยึดตามคู่มือประจำรถเป็นหลัก
สัญญาณที่ควรระวัง: เข้าเกียร์แล้วกระตุก เปลี่ยนเกียร์ช้า รอบเครื่องสูงแต่รถไม่ค่อยเคลื่อน หรือมีเสียงผิดปกติจากชุดเกียร์
ไม่ควรเลือกน้ำมันเกียร์จากความหนืดเพียงอย่างเดียว เพราะเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ CVT และเกียร์คลัตช์คู่ ต้องใช้น้ำมันตามมาตรฐานที่แตกต่างกัน
5. แบตเตอรี่รถยนต์
แบตเตอรี่จ่ายไฟสำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง เครื่องเสียง และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถ หากหล่อยให้หมดเปิดรถไม่ได้อันนี้เดือดร้อนหนักแน่นอน
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปมีอายุประมาณ 2-3 ปี แต่อาจสั้นหรือยาวกว่านี้ตามสภาพอากาศ การใช้งาน และสุขภาพของระบบชาร์จไฟ
สัญญาณที่ควรระวัง: สตาร์ทติดช้า ไฟหน้าหรี่ กระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง หรือมีไฟรูปแบตเตอรี่แสดงบนหน้าปัด
6. ยางรถยนต์
รู้กันหรือไม่ว่ายางเป็นชิ้นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง มีผลต่อการยึดเกาะ การควบคุมรถ และระยะเบรก ซึ่งมีผลกับความปลอดภัยและการขับขี่ของรถมากกว่าอุปกรณ์อื่น
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปอาจใช้งานได้ประมาณ 40,000-50,000 กิโลเมตร หรือราว 3-5 ปี แต่ไม่ควรพิจารณาจากระยะทางเพียงอย่างเดียว
สัญญาณที่ควรระวัง: ดอกยางเหลือน้อย ยางแตกลายงา แก้มยางบวม เนื้อยางแข็ง มีรอยฉีก หรือรถเริ่มเสียการยึดเกาะบนถนนเปียก
แม้รถจะใช้งานน้อย แต่ยางก็เสื่อมตามอายุได้ จึงควรตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอและเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
7. ใบปัดน้ำฝน
อีกอุปกรณ์ที่สำคัญโดยเฉพาะในประเทศไทยอย่าง ใบปัดน้ำฝนช่วยรักษาทัศนวิสัยในวันที่ฝนตก แม้จะเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก แต่ส่งผลต่อความปลอดภัยอย่างมาก
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปประมาณ 6-12 เดือน หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อปัดไม่สะอาด
สัญญาณที่ควรระวัง: ปัดแล้วเป็นเส้น มีคราบน้ำค้างบนกระจก เกิดเสียงสะดุด หรือยางใบปัดแข็งและฉีกขาด
8. สายพานไทม์มิ่ง
อุปกรณ์ที่เปลี่ยนแม้จะไม่บ่อย แต่ก็ต้องเปลี่ยนคือสายพานไทม์มิ่งทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการทำงานระหว่างเพลาข้อเหวี่ยงและวาล์วของเครื่องยนต์ หากขาดขณะเครื่องยนต์ทำงาน อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเครื่องยนต์ได้ จนทำให้ระบบทุกอย่างพัได้
ควรเปลี่ยนเมื่อไร: โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 80,000-100,000 กิโลเมตร หรือตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด
อย่างไรก็ตาม รถบางรุ่นใช้โซ่ไทม์มิ่งแทนสายพาน ซึ่งอาจไม่มีระยะเปลี่ยนแบบเดียวกัน เจ้าของรถจึงควรตรวจสอบจากคู่มือหรือสอบถามศูนย์บริการให้ชัดเจน ที่ต้องดูกันต่อไป
ควรเปลี่ยนตามระยะเวลาหรือไม่?
จากที่ Sanook Auto ได้ทดลองกับรถของแอด พบว่าบางสิ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนตาม หลายคนบอวก่าอะไหล่บางอย่างมีราคาแพง แต่มันแลกกับอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ว่าก็ขึ้นกับหลายสิ่งเช่น สภาพถนน สภาพอากาศ การบรรทุก วิธีขับขี่ และความถี่ในการใช้งาน
และหลายจะเข้าใจผิดว่า ใช้รถเมือง ติดเครื่องนานนๆ เบรกในเมืองบ่อยจะไม่โทรม ต้องบอกว่าการใช้รถในเมืองเนี่ยแหล่ะตัวดีทำให้รถทรุดโทรมเร็วและต้องเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

อย่าปล่อยให้พังแล้วเปลี่ยน
โดยรวมแล้วอะไหล่รถยนต์ทุกชิ้นไม่ได้เสียพร้อมกัน และไม่จำเป็นต้องรอให้รถแสดงอาการหนักจึงค่อยเปลี่ยน การตรวจเช็กตามระยะจะช่วยลดความเสี่ยงรถเสียกะทันหัน ลดค่าใช้จ่ายจากความเสียหายที่ลุกลาม และทำให้รถพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย
วิธีที่ง่ายที่สุดคือจดบันทึกวันที่และเลขไมล์ทุกครั้งที่เปลี่ยนอะไหล่ พร้อมตรวจสอบคู่มือประจำรถ หากพบเสียง กลิ่น หรืออาการผิดปกติ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ควรนำรถเข้าตรวจสอบกับช่างหรือศูนย์บริการที่เชื่อถือได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




