Film X-Ray : คุยกับฟิล์มหลังเหตุการณ์วันนั้น

Film X-Ray : คุยกับฟิล์มหลังเหตุการณ์วันนั้น
สุดสัปดาห์

สนับสนุนเนื้อหา

ในวันอาทิตย์ที่แดดตอนเช้าสว่างจ้า ขณะกำลังเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อไปสัมภาษณ์ใครบางคน ช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ดวงอาทิตย์ดวงเดิมก็ถูกเมฆดำเข้ามาบดบังจนท้องฟ้าอึมครึมไปทั่ว หลังลมกระหน่ำ เสียงฟ้าฟาดก็ตามมาสมทบ ฝนเทลงมาจนพื้นเปียกปอนและเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ธรรมชาติส่งอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในทุกเรื่อง ถ้าเปรียบชีวิตของฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาคงไม่ต่างจากเช้าวันเดียวกันกับที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงหน้า ก่อนหน้านั้นไปอีก สื่อหลายเล่มกระหน่ำพาดหัวและทิ้งโปรยตามหลังเขาแทบทุกครั้งด้วยคำว่าซูเปอร์สตาร์ ขณะที่ชื่อเสียงกำลังโชติช่วง กลับมีข่าวใหญ่ออกมา เป็นการขุดคุ้ยถึงปูมหลัง เรื่องราวเหล่านั้น ถูกเมาท์เป็นที่สนุกปากคนทั้งเมือง มีแต่คนลงความเห็นนู่นนี่ "สังคมไทยชอบถามคนที่มีความคิดเห็น แต่ไม่ถามคนที่มีความรู้" เป็นคำพระคำหนึ่งที่ยังจดจำได้ดี ในกรณีนี้ คนที่มีความรู้นอกจากคู่กรณีคนนั้นก็คือเขาคนนี้ แต่เขาจะพูดสิ่งที่รู้ทั้งหมดหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง ตามข้อตกลงกับพีอาร์ส่วนตัว อดีตควรจะเป็นอดีต ไม่มีการรื้อฟื้น แต่แน่นอน เหตุผลหนึ่งที่คุณจะอ่านสัมภาษณ์ครั้งนี้เพราะอยากรู้เรื่องนั้น เราถาม แต่เขาจะตอบอย่างไร ไม่มีมีการบังคับ อยากให้คุณได้พูดคุยกับฟิล์ม หลังวันที่เรื่องราว (ที่คนนอกมองว่าร้ายแรง) นั้นพ้นผ่าน สิ่งที่เห็นภายนอกคือเขาผอมลงจากที่เคยเห็น แต่สิ่งที่อยู่ภายใจจะเป็นอย่างไร แค่ตาไม่อาจบอกได้ มีแต่ใจของเขาเท่านั้น ที่พูดได้ดีที่สุด "น้ำหนักผมลดลงประมาณ 7 กิโลได้ อัลบั้มนี้ผมเรียนเต้นหนักมาก ถ้าได้ดูเอ็มวีจะรู้ว่าทำไมถึงผอมลง เต้นเอาตายเลยนะ แล้วพร็อพส์ที่ใส่ก็เยอะ อย่างรองเท้าทั้งสองข้างก็หนักตั้งสี่กิโล เต้นทุกวัน ตอนนี้ร่างกายกำลังปรับ นี่ก็เริ่มฟื้นแล้ว อัลบั้มแรกตัวผมมีแต่กล้ามแน่นๆ เหมือนนักมวยที่ต่อยทุกวันแบบนั้นเลย รู้สึกว่าตัวเองอ้วนมาก ช่วงที่เล่นละครเรื่องสองบวกหนึ่ง แกร่งเกินพิกัดกับช่วงที่ถ่ายโฆษณาโมโตโรล่า ผมหนัก 75 นะ หน้างี้บานเลย...จนเฮียบอกว่า ฟิล์มลดหน่อยเถอะ ตอนนี้เหลือ 65 เอง" เขาตอบคำถามแรก ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อย่างข่าวที่ออกมา มีส่วนด้วยหรือเปล่า ไม่มีครับ...ไม่มีผลต่อร่างกายเลย แต่มีต่อจิตใจ ก็ไม่มีนะครับ แค่สงสารคนรอบข้าง คุณพ่อ คุณแม่ ยังกินข้าวอิ่ม นอนหลับ เหมือนเดิม เหมือนเดิมครับ (อมยิ้ม) เหมือนเดิมทุกอย่าง ยังทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม เล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟังหน่อยสิครับ ก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่อยู่นิ่งเลย จะว่าโคตรดื้อก็ว่าได้ ชอบทำกิจกรรมนู่นนี่ ต่างจากพี่ชายมาก แม่บอกว่าพี่ชายผมเลี้ยงง่ายกว่าเยอะ ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวเล็กๆ มีผม พี่ แม่ ป๊า บ้านอยู่แถวห้วยขวาง สังคมรอบข้างก็โอเค คนแถวบ้านส่วนใหญ่รู้จักผม เพราะวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่แถวนั้นมาแต่ไหนแต่ไร คนละแวกบ้านมีหลายฐานะ คนจนก็มี คนรวยก็เยอะ แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด ยิ่งแม่ผมทำร้านเสริมสวยด้วย มีแต่คนเข้าออกบ้าน บ้านของเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่แถวนั้น ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอำนวยพิทยาจนถึง ม.3 แล้วมาเรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่ก็สอนดี เคยไปสมัครโรงเรียนดังๆ เหมือนกัน แต่ผมว่าโรงเรียนไหนก็ให้ความรู้เหมือนกันหมด ไม่รู้สึกว่าจะต้องเรียนที่โรงเรียนใหญ่ๆ มีระดับ คนที่เรียนจบจากโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ จบด็อกเตอร์ก็มี ไม่ใช่ว่าโรงเรียนอยู่ในละแวกนั้นแล้วเด็กจะไม่ดี ผมว่ามันอยู่ที่คน อาจารย์ที่สอนผมแต่ละท่านน่ารัก โรงเรียนอยู่ใกล้ๆ บ้าน เดินไปเรียนได้ เพื่อนๆ นิสัยดี รักกัน ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ เกเรหรือเปล่าครับ ธรรมดาครับ เกเรทั้งเพื่อนและผม ผมว่าเด็กผู้ชายเกเรหมดแหละ ทั้งดื้อ ซน โดนทัณฑ์บนก็เคย โดดเรียนไปเล่นเกมส์ ตอนนั้นผมเพิ่งเข้า ม.4 เพื่อนตรึมเลย เขาบอกว่าโดดเรียนดีกว่า วันนี้มีเรียน ร.ด. ครึ่งวัน ตอนแรกไม่กล้า แต่เพื่อนชวนหนักเข้าก็หนีเลย ชวนกันปีนออกหลังห้องน้ำ ข้ามหลังคาไป แต่โรงเรียนของผมมันจะติดกับคลอง เพื่อนคนหนึ่งโดดลงไปก่อน "ตู้ม" ถามเพื่อนว่าเสียงอะไรวะ ผมกำลังจะโดดอยู่แล้ว เพื่อนคว้าไว้ก่อน มองลงไปมีเพื่อนคนหนึ่งแช่อยู่ในน้ำ หัวเราะกันเสียงดังลั่น จนได้ยินไปถึงหูอาจารย์ เขาอ้อมมาข้างหลังเมื่อไหร่ไม่รู้ โดนรวบหมดทุกคนครับ แต่หลังจากนั้นก็ยังหนีนะ ไม่เข็ด ตอนนั้นอาจารย์ทั้งโรงเรียนรู้จักผมหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วยกิจกรรมเยอะ เป็นนักกีฬาของโรงเรียน เล่นทั้งวอลเล่ย์บอล บาสเก็ตบอล ผมเคยเป็นตัวแทนไปแข่งขันทางคณิตศาสตร์ด้วยนะ ได้ที่หนึ่ง แต่ไปแพ้ตอนแข่งระดับประเทศ แสดงว่าเรียนเก่ง ปานกลางครับ ได้เกรดสองกว่า สอง หนึ่งกว่าก็เคย พ่อแม่ผมสอนว่าลูกจะเรียนเป็นอย่างไร ป๊ากับแม่ไม่เคยสน แต่ขอให้เป็นคนดี ให้ทำกิจกรรมหรือทำอะไรช่วยเหลือคนอื่นไปเถอะ แค่นี้ก็ดีแล้ว เขาไม่เคยแบบว่า "แกต้องเรียนนะ ต้องได้ที่หนึ่ง" ไม่เคยเลย ผมเห็นพวกเพื่อนๆ บางคนที่อยู่ห้องหนึ่ง พวกเด็กวิทย์ - คณิต โดนพ่อแม่ขู่ตลอดว่าต้องเรียนอย่างนั้นอย่างนี้ เกรดต้องได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ตอนท้าย ทำอะไรก็ไม่เป็นเลย สังคมก็ไม่มี แม้บ้านผมจะไม่ค่อยมีฐานะ แต่พ่อแม่ก็เลี้ยงดี มันจะมีช่วงที่ฐานะยากจนกับปานกลาง สลับกันอย่างนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมถึงกับเก็บเศษเหล็กไปขาย พ่อแม่ไม่ได้ขอให้ทำ แต่ผมอยากช่วย ดูจากสถานการณ์ในบ้านก็รู้ บางครั้งก็เห็นท่านทะเลาะกัน ผมเลยคุยกับพี่ชายว่าคงอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ทำมาหมดทั้งขายของ เป็นเด็กเสิร์ฟ ขายไอติม เริ่มทำตั้งแต่ตอน 8 - 9 ขวบ เอาการ์ตูนไปนั่งขายในซอย คนแถวนั้นจะเห็นบ่อย จริงๆ เคยฝันไหมว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ตัวผมเองอยากเป็นหมอ แม่เคยบอกว่าช่วยรักษาคนได้ มีเงินด้วย เคยฝันแบบจริงจังเลย จะเป็นให้ได้ แต่พอเห็นเกรดเฉลี่ยแล้ว เลิกเหอะ (หัวเราะ) ตอนประถมก็เก่งอยู่หรอก เพราะเพื่อนน้อย เรียนก็ง่ายๆ พอโตขึ้นเจอเพื่อนเก่งๆ อยู่กับสังคมที่มันกว้างขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าไม่ใช่แล้ว ความฝันอีกอย่างคือเป็นดารา เป็นความฝันที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ บางคนอยากเป็นดาราเพราะชื่อเสียง บางคนอยากเป็นเพราะเงินดี แล้วฟิล์มล่ะ ผมทำเพราะอยากให้คนรักเยอะๆ ตอนเด็กมากๆ ผมเคยเจอ พี่ต่อ นันทวัฒน์ เขาไปถ่ายรายการที่โรบินสันรัชดา ยังจำได้เขาแต่งตัวเป็นเหมือนขอทาน เวลาเดินไปไหนมีแต่คนกรี๊ด ผมยังไม่รู้เลยว่าวงการนี้มันคืออะไร ถามแม่ว่าทำไมคนถึงกรี๊ดขนาดนี้ แม่บอกว่าเขาเป็นดารา "ดาราคืออะไร" แม่บอกว่าอาชีพนี้จะต้องใช้การแสดง จะมีคนคอยตาม มีคนชอบเยอะ ผมบอกแม่ว่าทำไงดี อยากเป็นบ้าง แม่ก็ปลอบใจแบบเด็กๆ ว่ารอโตก่อนเถอะ เป็นได้อยู่แล้วล่ะ เขาก็พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นจริงๆ หรอก แต่หลังจากวันนั้นผมคิดมาตลอดเลย พอโตขึ้น ได้ดูทีวีก็เริ่มรู้ว่ามันคืออะไร เห็นนักร้องร้องเพลงแล้วมีคนร้องตาม รู้สึกว่าอยากทำอย่างนั้นบ้าง ได้ลงทุนกับความฝันไปแค่ไหน กว่าจะกลายเป็นจริงขึ้นมา ไม่เลยนะ จนโตขึ้นหน่อย ผมไปเรียน ไปเดินเที่ยวถึงได้เจอโมเดลลิ่งพาไปเทสต์โฆษณานั่นแหละ แต่ก็ถือว่าเหนื่อย เพราะเทสต์อยู่ประมาณ 40 - 50 ครั้ง ไม่ได้งานเลย ตอนนั้นคิดว่าเป็นการฝึกฝนตัวเอง เคยท้อเหมือนกัน บ่นว่าทำไมยากอย่างนี้ บางทีก็รู้สึกว่าหรือมันจะไม่ใช่ตัวเรา แต่เขาเรียกไปเทสต์เมื่อไหร่ก็ไปตลอด บางทีก็แอบแม่ไป เพราะช่วงหลังแม่เห็นว่าผมไม่ได้ ท่านก็บอกจะว่าไปทำไมลูก เรียนดีกว่า คิดว่าตัวเองคงชอบและรักมันมากถึงไม่ท้อสักที จนนานเข้า ยังไม่ได้ เลยเริ่มปลงว่าเราคงเป็นไม่ได้หรอก นั่นแหละ ถึงกลับมาเรียน สุดท้ายก็ได้เจอพี่พจน์ นั่นแหละ ถึงได้เข้าวงการจริงๆ เริ่มเล่นหนัง ถ่ายแบบ ถ่ายมิวสิควิดีโอ เดินแบบ ทำงานพิธีกรที่อาร์เอส หลังจากนั้นก็ได้ออกเทป เล่นละคร มาจนถึงตอนนี้ จริงไหมครับที่เขาว่าฟิล์มเคยไปป้วนเปี้ยนแถวแกรมมี่มาก่อน จริงครับ ผมเคยไปเรียนร้องเพลงที่ค่าย Maker Head เพราะพี่พจน์รู้จักที่นั่น ตอนนั้นผมยังไม่มีสังกัด พวกเพื่อนๆ ผมก็ยังอยู่ อย่างเป๊ก ผลิตโชค ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก จนพี่พจน์ชวนมาเล่นหนังเรื่อง ปล้นนะยะ ซึ่งเขาทำให้อาร์เอส ผมถึงย้ายมาอยู่ที่นี่ รู้ตัวว่าดังมากตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองดังมากและไม่เคยคิดเลย ผมว่ามันฟลุ๊คมากที่มาถึงตรงนี้ได้ จริงๆ แค่เดินผ่านกล้องไปมาผมก็มีความสุขแล้วนะ โอกาสต่างๆ ที่ได้รับ มันมาโดยไม่ได้ตั้งใจเลย ที่ดังขนาดนี้ คิดว่าหน้าตามีส่วนแค่ไหน มีบ้าง ไม่บ้างหรอก เยอะเลย... ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเขาให้ผมทำอะไร ผมก็ทำได้นะ ขี่ม้า ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง เล่นหนัง เข้าฉากนั้นฉากนี้ จะบทแบบไหน ผมก็ทำได้... แต่การเป็นนักร้อง แค่หน้าตาดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องร้องเพลงเพราะด้วย คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะไหมครับ ไม่ (ตอบเสียงดังฟังชัด) ยิ่งชุดแรกนี่ไม่เลย ผมว่าผมตั้งใจมากกว่า คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ร้องเพลงได้โง่ๆ คนหนึ่ง ร้องเพลงได้ธรรมดามาก แต่กล้าพูดว่าทุกเพลงที่ร้อง ผมร้องออกมาจากใจหมด เหมือนผมเป็นคนนั้นๆ ที่อยู่ในเพลง พี่พู ( ชมพู ฟรุ๊ตตี้ ) สอนตลอดว่าฟิล์มไม่ต้องร้องเพลงเพราะหรอก พี่ไม่ต้องการคนที่ร้องเพลงเพราะนะ เมื่อก่อนผมก็คิดนะว่าเป็นนักร้องต้องร้องเพลงเพราะสิคนถึงจะชอบ พี่พูบอกว่าถึงร้องไม่เพราะคนก็รับได้ การที่ร้องเพลงเก่งเป็นส่วนหนึ่ง แต่พี่อยากได้คนที่ร้องเพลงออกมาจากใจ ซึ่งมันหายาก ให้เอาตรงนี้ไปคิด ไม่ต้องมาปั้นเสียง แหกปาก ผมยังจำประโยคนี้ที่เขาบอกได้ "ร้องโง่ๆ แต่ออกมาจากใจน่ะฟิล์ม" ผมเลยร้องออกมาอย่างที่ร้อง หลายคนรู้จักตัวผมมากกว่าเพลงของผมเสียอีก แต่ไม่ซีเรียส ดีใจที่เขารู้จัก ผมว่าผมในมาดนักแสดงกับผมมาดนักร้องก็คือคนเดียวกัน พูดถึงการแสดง คิดว่าตัวเองแสดงดีไหม ผมว่าต้องถามคนดูดีกว่า แต่ผมก็ตั้งใจเล่นนะ เต็มร้อยเลย สนุกกับการเป็นนักแสดงไหมครับ สนุกครับ มันส์กับการได้แสดงเป็นตัวละครนั้นๆ เรื่องในละครบางอย่างมันเกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ได้ อัลบั้มแรกรู้สึกอย่างนั้น แล้วอัลบั้มที่สอง คิดอย่างไร ก็พัฒนาขึ้นตามวัยครับ ตามสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ชื่อฟิล์มมาเนีย ก็ตรงตัว...แต่ไม่ได้แปลว่าผมบ้านะ (หัวเราะ) แปลว่าความบ้าที่มีอยู่ในตัวที่อยากนำเสนอให้ทุกคนฟัง เป็นมุมที่ยังไม่เคยเห็นหรือทำในสิ่งที่คนอยากเห็นว่าผมทำแล้วจะเป็นอย่างไร ให้เห็นในความบ้าต่างๆ ในตัวผม บางคนพูดตลอดว่าถ้าฟิล์มเปลี่ยนทรงผมจะเป็นไง ลองทำผมตั้งหน่อยสิ ชุดนี้ทำให้ดูแล้ว แต่งตัวแบบนั้น เต้นแบบนี้เป็นไง ก็ทำ ร้องอย่างนี้ได้หรือเปล่า เล่นกีตาร์ได้ไหม ก็เล่นให้ดู.... เล่นได้จริงๆ จริงครับ ผมเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด กีตาร์ กลอง เบส คีย์บอร์ด แม่จับให้เรียนตั้งแต่เด็กแล้ว อาจจะลืมไปบ้าง แต่ก็ยังโชว์ได้ ไม่ได้เก่งถึงขนาดที่ดูแล้ว โห...หรอก แต่ก็โชว์ได้ ทำไมต้องพรีเซ้นตัวเองออกแนวญี่ปุ่นตลอดครับ มันเป็นแนวผมที่ตัวผมต้องการ จริงๆ ผมลองมาทุกแนวแล้วนะ ป๊อป ร็อค แต่มันก็ไม่ใช่ คิดดูสิ หน้าอย่างผมไปร้องร็อค จะเป็นไง อัลบั้มแรกเป็นแนวโมเดิร์นเจ มีกลิ่นไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน มาปนๆ มันก็เหมาะ อัลบั้มนี้ก็เลยยังนำมาใช้ แต่ก็มีแนวฝรั่งมาผสมบ้าง เพลงโตขึ้นตามวัย พูดญี่ปุ่นได้ไหมครับ พูดได้บางคำ ภาษาเกาหลีพอได้แต่ก็ไม่เก่ง หล่อขนาดนี้ เคยมีแฟนคลับสาวๆ บุกถึงห้องไหม เยอะครับ ล่าสุดไปถ่ายหนังเรื่องที่เชียงใหม่ เรื่องรักจัง ...โอ้โห แฟนเพลงผู้หญิงทั้งนั้น ยืนอยู่ที่ประตูห้อง แต่ละคนยกกล้องขึ้นมาเลย แล้วคิดดูตอนนั้นผมแก้ผ้าอยู่ ... เป็นคนมีชื่อเสียงดีอย่างไรครับ ไม่ทันคิดว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียตามมา แม้แต่ปัญหาล่าสุดก็ตาม... วันที่แถลงข่าวนี้ ฟิล์มถึงกับเสียน้ำตา ปกติร้องไห้บ่อยไหมครับ เรื่องที่เกิดขึ้น คิดว่าตัวเองผิดไหม ก่อนนอนสวดมนต์ไหม มีคนถามว่าไปยุ่งกับคนที่เป็นข่าวด้วยทำไม ช่วงที่ข่าวออกมาหนักๆ คิดจะลาออกจากวงการไปเลยไหม เรื่องนี้เป็นบทเรียนให้พิจารณาคนที่เข้ามามากขึ้นไหม มีหมอดูฟันธงบอกว่าฟิล์มจะเป็นซูเปอร์สตาร์คนต่อไป แต่มันก็มีการเปรียบเทียบ เขาบอกว่าฟิล์มจะมาแทนที่พี่เบิร์ด (ธงไชย แม็คอินไตย์) และเป็นซูเปอร์สตาร์คนต่อไป ในหนังเรื่องรักจัง ที่ฉายอยู่ตอนนี้ ฟิล์มก็เล่นเป็นซูเปอร์สตาร์เช่นกัน.... ที่จะถาม คือตามเนื้อเรื่องฟิล์มต้องสูญเสียความทรงจำไปช่วงหนึ่ง อยากรู้ว่าในชีวิตจริง มีเรื่องไหนไหมที่อยากลืมหรืออยากลบมันออกไปจากความทรงจำ ชื่อเสียงเปลี่ยนฟิล์มไปอย่างไรบ้าง -------------------------------------------------------------------------------- อยากรู้เรื่องราวของหนุ่มคนนี้ ติดตามอ่านอย่างละเอียดได้ในคอลัมน์ Talk-A-Tive นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับ 560 ปักษ์แรก เดือนมิถุนายน 2549 ++ ชมผลงานล่าสุดของฟิล์ม เรื่องรักจัง ++ งานรวมตัว...ครอบครัวฟิล์ม / ภาพคอนเสืร์ต ++ วอลเปเปอร์ฟิล์ม / พอลล่า & ฟิล์ม

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!