เรื่องน่ารู้ก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์

เรื่องน่ารู้ก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์

การแต่งงานเป็นความคาดหวังว่าทุกอย่างจะลงตัว แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์สมบูรณ์แบบก็พอใจได้ เรื่องจะรักกันจับจิตจับใจหรือมีปากเสียงหรือไม่ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน ผู้หวังดีทั้งหลายก็มักจะให้คำแนะนำว่าจะทำตัวก่อนแต่งอย่างไร โบราณทักเอาไว้หรือต้องมีเคล็ดลับหรือเทคนิคมากมาย ต่างฝ่ายต่างก็ใส่กันเป็นเล่มเกวียนให้บ่าวสาวเก็บไว้เป็นทุนทางข้อมูลและเครื่องมือประมาณว่าใครจะถือไพ่เหนือกว่ากัน ในส่วนของกฎหมายก็ขอฝากใบเรื่องของความสัมพันธ์หรือความผูกพันทางกฎหมายที่อาจจะมัดแน่นกว่าความผูกพันทางใจ แบบว่าไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่กฎหมายท่านจัดสรรในเรื่องสิทธิและหน้าที่เอาไว้ให้ ก็เลยไม่แน่ใจว่าฝ่าฝืนให้เป็นไปตามหัวใจได้หรือไม่ เรื่องดูใจหรือตรวจสอบประวัติอีกฝ่ายนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะผ่านขั้นตอนมาจนถึงการตัดสินใจที่จะผูกขาดเป็นสามีหรือภรรยากันแล้ว สิ่งที่ต้องมองต่อไปจึงเป็นเรื่องที่อยู่หลังประตูวิวาห์ต่างหาก ~ ของขวัญแต่งงาน ~ ไม่ว่าจะเปิดกล่องหรือแกะซองของขวัญกันตอนไหน สิ่งที่ได้มาเป็นการให้ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกัน และทำให้สถานะของทรัพย์นั้นเป็น สินสมรส การที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ว่า ทรัพย์สินที่คนเขาให้ในระหว่างแต่งงานจะเป็นสินส่วนตัวของคนที่ได้รับไป เว้นแต่จะระบุเอาไว้ชัดเจนว่าให้ทั้งสองคน ถึงจะเป็นสินสมรส เมื่อของที่ได้ไม่ระบุว่าให้ใคร แต่เขาให้ในงานแต่งงานก็ต้องเป็นการให้บ่าวสาว ไม่ต้องไปตามเรื่องตามราวว่า เขาคนนั้นเป็นแขกของฝ่ายไหน จึงทำให้ของขวัญที่ได้จากการแต่งงานเป็นสินสมรส แม้ไม่ระบุว่าให้ใครก็สื่อความได้ว่าให้สองคน ทีนี้ก็อาจมีข้อสงสัยว่าเช็คที่แขกร่วมงานเซ็นมาให้ระบุว่าสั่งจ่ายให้เจ้าสาว เท่ากับว่าจงใจเจตนาจะให้คนเดียวหรืออย่างไร ทำไมไม่ใส่ชื่อเจ้าบ่าวเข้ามาด้วย จะว่าไม่รู้ชื่อก็เกินไป การ์ดแต่งงานก็ใส่ชื่อเอาไว้เด่นชัด ครั้นจะไปถามคนจะไปถามคนให้ก็จะไร้มารยาทเกินไป และทำให้เขาจับได้ถึงความเค็มจัดของเรา กรณีแบบนี้ถ้ามีข้อโต้เถียงกันก็คงต้องหาจุดลงตัวให้ได้ โดยเห็นว่าน่าจะเป็นสินสมรสของทั้งสองฝ่ายด้วยเหตุผลเดิม ๆ ข้างต้นที่ว่าเขาให้เนื่องในงานแต่งงาน ไม่ได้ให้เพื่อเพื่อแสดงความยินดีที่หลุดจากคานเป็นการส่วนตัว แต่ถ้ามีการให้กันนอกรอบนอกงาน ซึ่งไม่ได้เป็นการให้เพราะลืมไปร่วมพิธี ก็อาจต้องตีความจากพฤติการณ์ที่ให้ว่าจงใจจะเจาะจงเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวเท่านั้นหรือเปล่า ถ้าไม่ได้จำเพาะเอาไว้ เพียงบอกว่าให้ในการแต่งงานก็ถือเป็นสินสมรสไป ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวบางรายให้ของขวัญกันไว้ก่อนวันงานเพราะติดราชการหรือด้วยสาเหตุอื่นใดก็ตามที แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน การให้นั้นก็ไม่ทำให้เป็นสินส่วนตัวของคนที่รับไว้ เพราะเป็นการให้เนื่องในโอกาสแต่งงานอีกนั่นแหละ เว้นแต่เน้นว่าให้เธอเท่านั้น จึงค่อยเป็นสินส่วนตัว อย่าคิดว่า งกเกินไปหรือเปล่า การเอาเรื่องทรัพย์สินมาแจงทั้ง ๆ ที่เพิ่งแต่งไม่กี่วันแบบนี้ เพราะมีทะเลาะมาให้เห็นตัวเป็น ๆ มาแล้วและจะอัดอั้นกันเอาไว้รอวันและเวลาที่จะระเบิดอารมณ์ใส่เมื่อมีเหตุปัจจัยอื่นมาส่งเสริมให้แตกหักกัน เรื่องของบ้านของเรือนหอและของแต่งงานก็จะกลายเป็นประเด็นย่อยที่ทำให้เรื่องใหญ่ไม่สามารถจัดการประนีประนอมได้ รู้หลีกเอาไว้เป็นดี ~ จัดการทรัพย์สิน ~ หลังจากงานฉลองก็ต้องกลับเข้าสู่วิถีปกติ ใคร ๆ ต้องทำงานก็ทำไปใครต้องบริหารกิจการ หรือต้องทำตัวเป็นแม่บ้านแสนดีให้สามีก็กระวีกระวาด เพราะยังข้าวใหม่ปลามัน ยังตื่นตาตื่นใจกับรูปแบบชีวิตที่เพิ่มเข้ามาใหม่กันระยะหนึ่ง เมื่อไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป ค่าใช้จ่ายและรายรับทั้งหลายก็ต้องจัดสรรให้ลงตัว กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าไป แต่ถ้าออกแบบให้เข้ากับชีวิตจริงของแต่ละคู่ก็ต้องดูรายละเอียดกันไป หากตกลงแตกต่างกับกฎหมายก็ไม่ได้มีความผิดอะไร เพียงแต่จะใช้ยืนยันกับคนนอกไม่ได้ กฎหมายถือว่าเป็นเรื่องของคนใน คือคู่บ่าวสาวเอง ถ้าอยากให้ชาวบ้านเขารู้ก็ต้องใช้วิธีทำสัญญาก่อนสมรสเอาไว้ตอนที่จดทะเบียนกันแบบนั้น ต่อให้ไม่รู้ทุกคนก็ย่อมมีผลผูกพันซึ่งรายละเอียดเคยว่ากันไว้ในเล่มก่อน ๆ แล้ว การจัดการทรัพย์สินตามกฎหมาย สามีหรือภรรยาต่างก็มีอิสระจะจัดการได้ตามที่เห็นสมควร ไม่ต้องขออนุญาตอีกฝ่ายให้เสียเวลา แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของครอบครัวเอาไว้ด้วย ถ้าเกิดไปจัดการจนเสียหายหรือเดือดร้อนอีกฝ่าย ก็เป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายร้องขอต่อศาลขอแยกสินสมรส หรือห้ามเราจัดการทรัพย์สินได้ เช่นเดียวกับที่เราก็มีสิทธิร้องขอห้ามอีกฝ่ายได้เหมือนกัน มีเพียงการจัดการบางอย่างที่ต้องการความยินยอมของอีกฝ่ายเสียก่อนจึงทำได้ นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวกับการขายหรือไปสร้างภาระทั้งหลายติดพันกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เช่น จะจำนองที่ดินเป็นประกัน หรือนำที่ดินไปให้ใครเขาเช่าเกินกว่าสามปีขึ้นไป หรือไปให้ใครกู้ยืมเงิน เป็นต้น นอกจากคิดเรื่องทรัพย์สินที่มีอยู่ ก็ต้องดูทรัพย์สินที่จะได้ บางรายซื้อรถเอาไว้ใส่ชื่อภรรยา เวลาจะขาย ซึ่งตามกฎหมายไม่ต้องขออนุญาตอีกฝ่าย แต่ภรรยาไม่ยอมเซ็นชื่อโอนทางทะเบียนให้ เกี่ยงให้เอาเงินมาใส่บัญชีส่วนตัวของเธอก่อน อย่างนี้ก็ต้องมีทะเลาะกันเพราะตามกฎหมายรถนั้นได้ขายขาดไปแล้ว ไม่ว่าจะได้ทำการโอนทางทะเบียนหรือไม่ ภรรยาหรือสามีก็ไม่มีใครได้สิทธิในรถทั้งนั้นจึงต้องเป็นเรื่องพิพาทกันระหว่างคนซื้อกับคนขาย ไม่ใช่เรื่องสามีภรรยาเสียแล้ว และภรรยาจะมาอ้างว่ายังไม่ได้รับเงินไม่ได้ เพราะเงินอยู่ในกระเป๋าสามีแล้ว ขืนดื้อไปดำเนินการทางทะเบียนให้ อาจได้ไปเถียงกับคนซื้อต่อที่ศาล เพราะไม่เข้าใจสถานการณ์นั่นเอง ~ การทำมาหากิน ~ มีหลายรายที่เกรงใจ ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องการงานของอีกฝ่าย บางรายไม่กล้าเยี่ยมหน้าไปที่ทำงาน เดี๋ยวจะเป็นการล้วงลูกมากไปก็เลยพาลไม่รู้ว่าสามีหรือภรรยาเลื่อนตำแหน่งไปถึงไหน หรือมีรายได้เท่าไหร่เพราะไม่ไต้อัพเดตไว้ ยิ่งรายที่แต่งงานโดยไม่ได้ประกาศจัดเลี้ยง เพื่อนร่วมงานยังคิดว่าโสดอยู่ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการถูกจับจองได้ กว่าจะแก้ไขก็อาจสายไปเสียแล้ว คนรักของเราทำงานอะไร ถ้าไม่ทราบก็ต้องเอาศีรษะไปกระแทกกำแพงได้แล้ว มีอย่างที่ไหนจะแต่งงานกันยังไม่รู้ชัดว่าเขาทำงานอะไร มีรายได้เท่าไหร่ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวในอนาคตจะเป็นอย่างไร ซ้ำร้ายไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาเงินที่ได้ไปฝากไว้ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินไหน รู้แต่ว่าถึงเวลาสิ้นเดือนทีไร ก็มีเงินมาให้ครอบครัวสำหรับค่าใช้จ่ายทั่วไปทั้งหลาย ตัวเราก็รับภาระค่าใช้จ่ายอีกส่วนไปตามที่แบ่งภาระรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอาไว้ เงินได้ก็เข้าบัญชีของใครของมันไป จะใช้จ่ายอย่างไรอีกฝ่ายไม่ขอรับรู้ โดยเฉพาะคนเป็นภรรยาแค่ทราบว่าสามีให้เงินติดกระเป๋าไว้ใช้จ่ายพร้อมเครดิตการ์ดที่รูดได้สบาย ๆ ไม่ลำบากสักเดือนก็พอใจแล้ว อยากจะบอกว่า อาจเหมาะกับบ่าวสาวบางประเภท แต่จะมีผลสัมฤทธิ์ในทางลบได้ หากยังรักษาความเป็นส่วนตัวเกินไปอย่างนี้ คนเป็นสามีภรรยาต้องรู้ว่า การทำมาหากินของอีกฝ่ายก่อให้เกิดรายได้และหนี้สินอย่างไร ยิ่งเป็นธุรกิจของตนเองด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการได้เสียของการเงินในครอบครัว หากมีการสร้างหนี้สินในการประกอบอาชีพไว้ เพราะต้องนำรายได้มาใช้จ่ายให้ครอบครัว หนี้สินนี้ก็จะถือเป็นหนี้สินสมรสที่ผูกพันมาที่ครอบครัวด้วย แบบนี้ไม่มีเรื่องก็แล้วไป แต่ถ้ามีปัญหาเข้ามาเมื่อไหร่ล่ะก็ บ้านแตก เตียงหักกันไปหลายรายแล้ว อย่าคิดมากหากจะหาว่าสนใจเงินในกระเป๋าของอีกฝ่าย หรือวุ่นวายเรื่องการงานของเขา เพราะมันมีผลต่อเรา และลูก ๆ ด้วยการเอาใจใส่ถามไถ่รับรู้ ไม่ใช่การสอดรู้สอดเห็น เป็นเรื่องจำเป็นที่สามีภรรยาต้องมี และควรที่จะคุยกันให้ดีก่อนที่จะก้าวเข้าประตูเรือนหอสำหรับเงินได้ที่ใส่ไว้ในบัญชีทั้งหลาย เอาไว้จากรายได้หรือเงินเดือน แม้จะแบ่งแยกกันชัดเจนแค่ไหนก็ไม่ทำให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของตัวเองได้ ยังเป็นสินสมรสของทั้งสองฝ่ายที่มีสิทธิร่วมกันอยู่นั่นเอง ~ ก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์ ~ แม้ว่าจะเป็นเรื่องไกลไปจากความรักความเข้าใจ ที่หากพูดออกไปแล้วจะบาดหมางทางใจเสียความรู้สึกได้ ก็ไม่ได้แนะนำให้เอ่ยปากเจรจาว่ากันเป็นทางการเสียที่ไหน เพียงต้องการให้ว่าที่บ่าวสาวควรเข้าใจว่าเมื่อแต่งงานกันเมื่อไหร่ มันมีอะไรที่ควรรู้เอาไว้จะได้บริหารจัดการได้ดี อย่าคิดว่าน่าจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อยู่ ๆ ไปอะไร ๆ ก็จะเข้าที่เข้าทางเอง เพราะกว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ขวางหูขวางตาและมีปัญหาชีวิตได้ เรื่องบางเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องคุยหรือต่อรองกันก่อนแต่งงาน แต่เป็นเรื่องของความรู้และเข้าใจสิทธิที่เรามี หรือเขาจะได้ตามกฎหมาย เวลาเดินผ่านประตูวิวาห์เมื่อไหร่ก็ค่อยจัดการไปโดยมีกฎหมายเป็นไฟนำทาง ถ้ารู้บทบาทต่าง ๆ ก็จะหลีกเลี่ยงข้อบาดหมางได้ และไม่ใช่จะรู้ไว้เพื่อใช้กับเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวของเราเสียที่ไหน บางเรื่องที่ควรรู้ไว้อาจจำเป็นต้องนำมาใช้กับคนที่มาเกี่ยวของในชีวิตสมรส เพี่อรักษาประโยชน์ของเราสองได้ รู้แล้วก็ขอให้ก้าวเท้าผ่านประตูวิวาห์ไปอย่างมั่นใจพร้อม ๆ กัน

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!