ค่าไฟแพงขึ้น เช็ก 7 จุดในบ้านที่อาจทำให้ใช้ไฟมากกว่าที่คิด

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมค่าไฟแต่ละเดือนถึงสูงขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือรู้สึกว่าใช้ไฟเหมือนเดิมทุกวัน? ความจริงแล้วค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการเปิดแอร์หรือเปิดไฟนานเกินไปเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมบางอย่างในบ้านที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าที่คิด
บางจุดอาจเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดทำงานตลอดเวลา ขณะที่บางจุดเกิดจากการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม หรืออุปกรณ์ที่ยังใช้ไฟแม้ไม่ได้ใช้งานอยู่ ใครที่อยากลดค่าใช้จ่ายในบ้าน ลองเช็ก 7 จุดต่อไปนี้ก่อนถึงรอบบิลค่าไฟเดือนหน้า
1. เครื่องปรับอากาศไม่ได้ล้างนาน แผ่นกรองฝุ่นอุดตัน
เครื่องปรับอากาศเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานสูง โดยเฉพาะบ้านที่เปิดแอร์หลายชั่วโมงต่อวัน หากไม่ได้ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศเป็นเวลานาน ฝุ่นที่สะสมอาจขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากกว่าที่ควร
วิธีแก้: หมั่นถอดแผ่นกรองอากาศออกมาทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต และควรให้ช่างตรวจเช็กหรือบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ นอกจากนี้ การตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็น ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดภาระการทำงานของแอร์ได้
2. ตู้เย็นวางชิดผนังเกินไป หรือเปิดประตูบ่อย
ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้เปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา แต่คอมเพรสเซอร์ก็ต้องทำงานเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้เย็นอยู่เสมอ
หากวางตู้เย็นชิดผนังจนไม่มีพื้นที่ระบายความร้อน หรือใส่อาหารแน่นเกินไปจนลมเย็นหมุนเวียนไม่สะดวก เครื่องอาจต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากนี้ การเปิดประตูตู้เย็นบ่อย ๆ หรือขอบยางประตูเสื่อมสภาพจนปิดไม่สนิท ก็ทำให้ความเย็นรั่วไหลออกมาได้
วิธีแก้: เว้นระยะด้านหลังและด้านข้างตู้เย็นตามคู่มือของผู้ผลิต จัดอาหารไม่ให้แน่นจนเกินไป ตรวจสอบขอบยางประตู และหยิบของที่ต้องการให้เรียบร้อยก่อนเปิดตู้เย็น
3. เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในโหมด Standby แม้ไม่ได้ใช้งาน
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกดปิดรีโมตหรือปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว จะไม่มีการใช้ไฟอีก แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดยังคงใช้พลังงานในโหมด Standby เช่น โทรทัศน์ กล่องรับสัญญาณ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่มีไฟแสดงสถานะค้างอยู่
แม้การใช้ไฟในโหมดนี้ของอุปกรณ์แต่ละชิ้นอาจไม่มาก แต่หากมีหลายเครื่องและเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดทั้งวัน ก็อาจกลายเป็นการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น
วิธีแก้: ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน หรือใช้ปลั๊กพ่วงที่มีสวิตช์เปิด-ปิดเพื่อช่วยตัดกระแสไฟ โดยต้องเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและไม่ใช้งานเกินพิกัด
4. หลอดไฟแบบเก่ายังใช้ในจุดที่เปิดบ่อย
หลอดไฟเป็นอีกจุดที่ควรสำรวจ โดยเฉพาะบ้านที่ยังใช้หลอดไส้หรือหลอดไฟแบบเก่าที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำกว่าหลอด LED
หากเป็นบริเวณที่ต้องเปิดไฟหลายชั่วโมงต่อวัน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือหน้าบ้าน การใช้หลอดไฟที่กินพลังงานมากกว่าความจำเป็นก็ส่งผลต่อค่าไฟสะสมได้
วิธีแก้: พิจารณาเปลี่ยนหลอดไฟในจุดที่เปิดใช้งานบ่อยเป็น LED ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไส้เมื่อให้ความสว่างใกล้เคียงกัน และอย่าลืมปิดไฟเมื่อออกจากห้อง
5. เครื่องทำน้ำอุ่นเปิดอุณหภูมิสูงเกินความจำเป็น
เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟค่อนข้างสูง โดยเฉพาะรุ่นที่มีกำลังไฟหลายพันวัตต์ หากตั้งอุณหภูมิน้ำร้อนมากเกินไป หรือใช้เวลาอาบน้ำนาน ก็อาจทำให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
วิธีแก้: ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะกับความต้องการ ไม่ปรับความร้อนสูงเกินจำเป็น และปิดเครื่องทุกครั้งหลังใช้งาน ไม่ควรเปิดเครื่องทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น
6. ซักผ้าทีละน้อย หรือใช้เครื่องอบผ้าบ่อยเกินไป
การซักผ้าบ่อยครั้งโดยมีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น อาจทำให้ต้องเปิดเครื่องซักผ้าหลายรอบโดยไม่จำเป็น ส่วนบ้านที่ใช้เครื่องอบผ้าเป็นประจำก็อาจมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้งานและประสิทธิภาพของเครื่อง
นอกจากนี้ การใช้เตารีดรีดผ้าทีละตัวหลาย ๆ รอบ ยังทำให้ต้องเปิดเครื่องทำความร้อนซ้ำหลายครั้ง
วิธีแก้: รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้ปริมาณเหมาะสมกับความจุของเครื่อง ไม่ยัดผ้าจนแน่นเกินไป หากสภาพอากาศเอื้ออำนวยอาจเลือกตากผ้าแทนการอบ และรวบรวมเสื้อผ้ามารีดพร้อมกันในครั้งเดียว
7. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าหรืออุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกติ
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานมานานอาจมีประสิทธิภาพลดลง หรือมีชิ้นส่วนบางอย่างเสื่อมสภาพ ทำให้ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องทำงานต่อเนื่อง เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือปั๊มน้ำ
นอกจากนี้ หากพบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ เปิด-ปิดบ่อยผิดสังเกต มีเสียงดัง หรือมีความร้อนผิดปกติ ก็ควรตรวจสอบ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างไม่ทำงานตามปกติ
วิธีแก้: หมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าและบำรุงรักษาตามระยะ หากพบความผิดปกติควรให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบ ไม่ควรแกะซ่อมระบบไฟฟ้าด้วยตัวเอง และหากเครื่องเก่ามาก ควรเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องใหม่
ถ้าค่าไฟแพงขึ้นผิดปกติ ควรตรวจสอบอย่างไร?
นอกจากการสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้ง 7 จุดแล้ว หากพบว่าค่าไฟเพิ่มขึ้นมากทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟ ควรตรวจสอบเพิ่มเติมดังนี้
- เปรียบเทียบหน่วยไฟฟ้า (kWh): ดูจำนวนหน่วยที่ใช้ในบิลเดือนนี้เทียบกับเดือนก่อน ไม่ควรดูเฉพาะยอดเงิน เพราะค่าไฟยังขึ้นอยู่กับอัตราค่าไฟและองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย
- ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดทำงานนาน: เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น และปั๊มน้ำ
- สังเกตอุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกติ: เช่น ปั๊มน้ำติด ๆ ดับ ๆ หรือแอร์ทำงานต่อเนื่องแต่ห้องไม่เย็น
- ตรวจสอบบิลค่าไฟ: ดูรอบการจดหน่วย จำนวนวันที่เรียกเก็บ และรายละเอียดการใช้ไฟฟ้า
- ติดต่อการไฟฟ้าเมื่อพบความผิดปกติ: หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วยังไม่พบสาเหตุ สามารถติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อขอคำแนะนำหรือตรวจสอบเพิ่มเติมได้
สรุปค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้ทำความสะอาด ตู้เย็นที่ระบายความร้อนไม่ดี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในโหมด Standby หรือพฤติกรรมการใช้งานที่ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่าความจำเป็น
ลองเริ่มจากการสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทีละจุด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และหมั่นดูแลรักษาอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพราะการประหยัดไฟไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการงดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เริ่มจากการใช้ให้เหมาะสมและไม่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA): https://www.pea.co.th/faqs
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC): https://www.erc.or.th/th/energy-articles/1290
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: https://www.onep.go.th/eco-friendly_cooling/
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




