ฝนตก ฟ้าครึ้ม ยังต้องทากันแดดไหม? คำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด

เช้าไหนตื่นมาเจอ ฟ้าครึ้ม ฝนตก ไม่มีแดด หลายคนอาจคิดว่า “วันนี้ไม่ต้องทากันแดดก็ได้” เพราะไม่มีแดดให้เห็น แถมอากาศก็ไม่ได้ร้อนเหมือนวันที่ฟ้าเปิด
แต่จริง ๆ แล้ว ฟ้าครึ้มไม่ได้หมายความว่ารังสี UV หายไป
รังสี UV จากดวงอาทิตย์ยังสามารถผ่านเมฆลงมายังพื้นโลกได้ และปริมาณที่ผ่านลงมาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาของเมฆ ดังนั้นวันที่ไม่มีแดดจัดจึงไม่ได้แปลว่าผิวจะไม่สัมผัสรังสี UV
ฝนตก ฟ้าครึ้ม ยังต้องทากันแดดไหม?
คำตอบคือ หากต้องออกไปข้างนอก ควรทากันแดด
American Academy of Dermatology (AAD) ระบุว่า แม้ในวันที่มีเมฆ รังสี UV ที่เป็นอันตรายสามารถทะลุผ่านเมฆได้ และแนะนำให้ปกป้องผิวเมื่อออกกลางแจ้ง แม้วันที่ฟ้าครึ้ม
เหตุผลสำคัญคือ ความร้อนกับรังสี UV ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
วันที่แดดแรง เราอาจรู้สึกร้อนหรือแสบผิว แต่รังสี UV ไม่สามารถมองเห็นหรือรู้สึกได้โดยตรง ดังนั้นต่อให้วันที่ฝนตกจะเย็นสบาย ผิวก็ยังอาจได้รับรังสี UV อยู่
UVA และ UVB ต่างกันอย่างไร?
รังสี UV ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังมีทั้ง UVA และ UVB
UVA มีส่วนเกี่ยวข้องกับผิวแก่ก่อนวัย ริ้วรอย และจุดด่างดำ และสามารถผ่านกระจกหน้าต่างได้บางส่วน
ส่วน UVB เป็นรังสีสำคัญที่ทำให้ผิวไหม้แดด และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
ทั้ง UVA และ UVB จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกกันแดดจึงควรดูคำว่า Broad Spectrum ซึ่งหมายถึงการปกป้องทั้ง UVA และ UVB
แล้ววันที่ฝนตกต้องทากันแดดทุกวันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องมองว่า “ฝนตก = ต้องทากันแดดแบบเข้มข้นเท่าวันไปทะเล” ทุกกรณี เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณรังสี UV และระยะเวลาที่ต้องอยู่กลางแจ้ง
WHO แนะนำให้ใช้ ดัชนีรังสี UV (UV Index) เป็นตัวช่วยประเมินความเสี่ยง โดยเมื่อค่า UV Index อยู่ที่ 3 ขึ้นไป ควรเริ่มใช้มาตรการป้องกันแสงแดด
ดังนั้น หากวันไหนฝนตกหนักและแทบไม่ได้ออกจากบ้าน ความเสี่ยงย่อมแตกต่างจากวันที่ฟ้าครึ้มแต่ต้องเดินทางหรือทำงานกลางแจ้งหลายชั่วโมง
เลือกครีมกันแดดอย่างไรในวันที่ฟ้าครึ้ม?
หากต้องออกกลางแจ้ง แนะนำให้เลือกกันแดดที่มีคุณสมบัติหลัก ๆ ดังนี้
- Broad Spectrum ปกป้องทั้ง UVA และ UVB
- SPF 30 ขึ้นไป ตามคำแนะนำของ AAD และ WHO
- หากต้องเจอฝน เหงื่อ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ควรเลือกชนิด Water Resistant
- ทาบริเวณผิวที่เสื้อผ้าไม่ได้ปกคลุม เช่น ใบหน้า คอ หู และมือ
สิ่งสำคัญไม่แพ้ค่า SPF คือ ปริมาณที่ทาและการทาซ้ำ เพราะต่อให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูง แต่ทาน้อยเกินไป ก็อาจได้รับการปกป้องไม่เต็มประสิทธิภาพ
ต้องทากันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมงไหม?
หลักการของ AAD คือ หาก อยู่กลางแจ้ง ควรทากันแดดซ้ำประมาณทุก 2 ชั่วโมง และควรทาซ้ำหลังว่ายน้ำ เหงื่อออกมาก หรือเช็ดตัว
แต่ถ้าเป็นวันฝนตกที่อยู่ในบ้านเกือบทั้งวัน ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งนาฬิกาเพื่อทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงแบบอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือดูว่า มีการสัมผัสแดดและกิจกรรมกลางแจ้งมากแค่ไหน
อยู่ในบ้าน ต้องทากันแดดด้วยไหม?
ถ้าอยู่ในบ้านและไม่ได้อยู่ใกล้หน้าต่างเป็นเวลานาน ความจำเป็นอาจน้อยกว่าการออกกลางแจ้ง
แต่สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงาน ใกล้หน้าต่างเป็นเวลานาน หรือขับรถเป็นประจำ ควรใส่ใจเรื่อง UVA เพราะรังสี UVA สามารถผ่านกระจกหน้าต่างได้
5 เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับกันแดด
1. ไม่มีแดด = ไม่มี UV
คำตอบคือ ไม่จริง รังสี UV ยังสามารถผ่านเมฆลงมาได้
2. อากาศเย็น = ไม่ทำร้ายผิว
ไม่เกี่ยวกันโดยตรง ความรู้สึกร้อนหรือเย็นไม่ใช่ตัววัดปริมาณ UV
3. SPF สูง ทาครั้งเดียวอยู่ทั้งวัน
ไม่จริง หากอยู่กลางแจ้งควรทาซ้ำประมาณทุก 2 ชั่วโมง และหลังว่ายน้ำหรือเหงื่อออกมาก
4. ทากันแดดแล้วอยู่กลางแดดได้นานขึ้น
ไม่ควรใช้ครีมกันแดดเป็นเหตุผลในการเพิ่มเวลาอยู่กลางแดด WHO แนะนำให้ใช้ร่วมกับการหลบแดด เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกัน UV และวิธีอื่น ๆ
5. ฝนตกไม่ต้องสนใจ UV
ควรดู UV Index และกิจกรรมของเราในวันนั้นมากกว่าดูแค่ว่ามีแดดหรือไม่
สรุป ฝนตกต้องทากันแดดไหม?
ถ้าต้องออกกลางแจ้ง คำตอบคือ “ควรทา” แม้ฟ้าจะครึ้ม เพราะสิ่งที่ควรดูไม่ใช่แค่ “วันนี้มีแดดหรือเปล่า” แต่คือ รังสี UV ที่ผิวมีโอกาสได้รับมากแค่ไหน
เลือกกันแดดแบบ Broad Spectrum ที่มี SPF 30 ขึ้นไป ทาให้เพียงพอ และทาซ้ำเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน จำง่าย ๆ ว่า “ไม่เห็นแดด ไม่ได้แปลว่าไม่มี UV”
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)