รู้ก่อน "ฝ่าไฟแดง" เซ็กซ์ช่วงมีประจำเดือน อันตรายแค่ไหน เสี่ยงตั้งครรภ์หรือไม่?

รู้ก่อน "ฝ่าไฟแดง" เซ็กซ์ช่วงมีประจำเดือน อันตรายแค่ไหน เสี่ยงตั้งครรภ์หรือไม่?

รู้ก่อน "ฝ่าไฟแดง" เซ็กซ์ช่วงมีประจำเดือน อันตรายแค่ไหน เสี่ยงตั้งครรภ์หรือไม่?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้ก่อน "ฝ่าไฟแดง" มีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือนได้ไหม อันตรายแค่ไหน เสี่ยงตั้งครรภ์หรือไม่?

โดยทั่วไป การมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือนไม่ได้ถือเป็นข้อห้ามสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ ทั้งสองฝ่ายยินยอม และมีการป้องกันอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งโดยตรงอาจเพิ่มโอกาสรับเชื้อบางชนิด จึงไม่ควรมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยกว่าปกติ เพราะในความเป็นจริงที่ต้องตระหนักไว้เสมอคือ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือนไม่ได้ป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1. ยังเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแพร่ผ่านเลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่ง และการสัมผัสเยื่อบุหรือบาดแผลขนาดเล็ก การมีประจำเดือนจึงไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของหนองใน ซิฟิลิส เริม เอชพีวี หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย 

โรคบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสเลือดโดยตรง เช่น เอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า เชื้อเอชไอวีสามารถพบได้ในเลือดประจำเดือนและสารคัดหลั่งจากช่องคลอด ส่วนไวรัสตับอักเสบบีสามารถแพร่ผ่านเลือดและสารคัดหลั่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ได้

ถุงยางอนามัยเมื่อใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงเอชไอวี และยังช่วยลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผนด้วย

2. มีประจำเดือนก็ยังตั้งครรภ์ได้

โอกาสตั้งครรภ์ระหว่างมีประจำเดือนอาจต่ำกว่าช่วงใกล้วันไข่ตก แต่ไม่ได้เท่ากับศูนย์ เพราะวันไข่ตกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละรอบ โดยเฉพาะผู้ที่มีรอบเดือนสั้นหรือมาไม่สม่ำเสมอ

อสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ภายในระบบสืบพันธุ์ได้นานหลายวัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงปลายประจำเดือนแล้วเกิดการตกไข่เร็วกว่าที่คาด อสุจิอาจยังมีชีวิตอยู่และปฏิสนธิกับไข่ได้ วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า อสุจิอาจอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 3 วัน และบางครั้งนานถึง 5 วัน 

นอกจากนี้ เลือดที่เห็นอาจไม่ใช่ประจำเดือนจริงเสมอไป แต่อาจเป็นเลือดออกกะปริดกะปรอยจากการตกไข่ การใช้ฮอร์โมน การติดเชื้อ หรือความผิดปกติอื่น การใช้วันที่มีเลือดออกเป็นวิธีคุมกำเนิดจึงมีโอกาสผิดพลาดได้

3. อาจมีอาการเจ็บหรือระคายเคือง

บางคนอาจรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดท้องน้อย ไวต่อการสัมผัสมากขึ้น หรือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงมีประจำเดือน อาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง หรือทำให้รู้สึกไม่สบายตัวระหว่างมีกิจกรรมได้ หากการมีเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการเจ็บ แสบ หรือปวดลึกภายใน ไม่ควรฝืนทำต่อ

อาการปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับปวดประจำเดือนรุนแรง เลือดออกผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่น หรือปวดท้องน้อย อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอย่างการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือโรคทางนรีเวชอื่น จึงควรเข้ารับการตรวจ

นอกจากนี้ ระหว่างมีประจำเดือน ฮอร์โมนและสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดอาจเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ทั้งระดับความเป็นกรดและสมดุลของจุลินทรีย์ จึงอาจเอื้อต่อการเสียสมดุลหรือการรับเชื้อในบางกรณี 

4. อาจมีเลือดออกมากขึ้นหรือแยกความผิดปกติได้ยาก

หลังมีเพศสัมพันธ์อาจสังเกตได้ยากว่าเลือดที่ออกเป็นเลือดประจำเดือนตามปกติ หรือเป็นเลือดจากการเสียดสี แผลบริเวณช่องคลอด ปากมดลูกอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากเลือดออกมากผิดปกติ ออกนานกว่าปกติ หรือยังมีเลือดออกหลังประจำเดือนหมด ควรพบแพทย์ 

ควรรีบรับการตรวจหากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ หรือเลือดออกนานเกินประมาณ 7–8 วัน เพราะอาจเป็นภาวะเลือดประจำเดือนออกมากและเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางได้

5. ผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัยที่ยังค้างอยู่อาจก่อปัญหา

ก่อนมีเพศสัมพันธ์ควรนำผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัยชนิดที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ออกก่อน การปล่อยอุปกรณ์ไว้ภายในอาจทำให้ถูกดันลึก นำออกยาก หรือเพิ่มการระคายเคือง

หากนำออกไม่ได้ ไม่ควรใช้ของแข็งหรืออุปกรณ์แหลมคีบออกเอง ควรติดต่อสถานพยาบาล โดยเฉพาะหากมีไข้ ผื่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือรู้สึกไม่สบายอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ รวมถึงภาวะช็อกจากสารพิษซึ่งพบได้น้อยแต่มีความรุนแรง

มีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือนอย่างไรให้ลดความเสี่ยง?

  • ใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่เริ่มจนจบทุกครั้ง แม้จะอยู่ในช่วงมีประจำเดือน
  • ไม่ใช้ประจำเดือนเป็นวิธีคุมกำเนิด หากไม่พร้อมตั้งครรภ์ควรใช้การคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากฝ่ายใดมีแผล ตุ่ม ตกขาวผิดปกติ กลิ่นผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • นำผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัยออกก่อน
  • ล้างมือและทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกอย่างอ่อนโยน ไม่สวนล้างภายในช่องคลอด
  • หยุดทันทีเมื่อรู้สึกเจ็บ แสบ เวียนศีรษะ หรือเลือดออกมากผิดปกติ

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เนื่องจากช่วยป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่และการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน ส่วนการสวนล้างช่องคลอดไม่จำเป็น เพราะอาจรบกวนสมดุลตามธรรมชาติของช่องคลอดได้

เมื่อใดควรพบแพทย์?

  • ปวดท้องน้อยหรือปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์อย่างรุนแรง
  • เลือดออกมากกว่าปกติหรือไม่หยุดหลังประจำเดือนหมด
  • มีไข้ หนาวสั่น ตกขาวมีกลิ่นหรือสีผิดปกติ
  • มีแผล ตุ่ม ผื่น หรืออาการแสบขณะปัสสาวะ
  • ถุงยางแตกหรือหลุด และกังวลเรื่องการตั้งครรภ์หรือการรับเชื้อ
  • ประจำเดือนขาดหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิด

หากมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อเอชไอวี เช่น ถุงยางแตกและไม่ทราบสถานะของคู่นอน ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อหรือ PEP ต้องเริ่มภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมง และยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งเหมาะสม

สรุป: การมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือนไม่ได้อันตรายสำหรับทุกคน แต่ประจำเดือนไม่ใช่เกราะป้องกันโรคและไม่ใช่วิธีคุมกำเนิด ความเสี่ยงสำคัญคือการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ที่ยังเกิดขึ้นได้ รวมถึงอาการเจ็บหรือเลือดออกผิดปกติ การใช้ถุงยางอนามัยและหยุดเมื่อมีอาการผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล